Grow…

อิอิ วันนี้มาแนวแปลก…ไม่เที่ยว ไม่กิน แต่มีเกมมาฝาก!!

เป็น flash game ที่แสนจะน่ารักน่าชัง อยู่ใน blog ที่ทำขึ้นโดยหนุ่มชาวญี่ปุ่น

คอนเซ็ปท์ไม่มีอะไรยุ่งยาก ผู้เล่นจะต้อง “เลือก” item ที่กำหนดมาในเกม ตามลำดับ จนกว่าจะจบเกม ฟังดูเหมือนจะแสนธรรมดา แต่ความน่ารักมันอยู่ที่ว่า ลำดับการ “เลือก” ของเราในแต่ละครั้ง จะนำไปสู่จุดจบที่แตกต่างกัน (555) โดยในแต่ละครั้งที่เราเลือก item นั้นๆ จะค่อยๆ มีพัฒนาการในตัวเอง เรียกว่า level up ถ้าเราเลือกถูกตามลำดับ item ต่างๆ ก็จะ interact ซึ่งกันและกัน (ในทางที่ถูกที่ควร อิอิ) เกมจะสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ก่อต่อเมื่อเราพัฒนาให้ item ทั้งหมดขึ้นสูงถึง level max จากนั้นผลจะเป็นยังไงก็จะได้เห็นกันในตอนนี้แหละ อารมณ์เหมือนมีดินน้ำมันก้อนนึง ปั้นไปปั้นมา สุดท้ายจะกลายเป็นอะไรหว่า

อย่างเช่นใน Grow Version 1 เริ่มต้นด้วยไข่เพียงหนึ่งใบ เมื่อมี 2 ตัวเลือกระหว่าง รังนก กับ พลั่ว แล้วเราจะเลือกอะไร ?

Grow 1

Grow 1

หรืออย่างใน Grow Version 2 มี item ให้เลือกทั้งหมด 6 ตัว เราจะเรียงลำดับยังไง เพื่อให้เกมจบสมบูรณ์ ขอแอบกระซิบว่า ตอนจบตื่นตา ตื่นใจ คิกขุอาโนเนะ คุ้มค่าการลองผิดลองถูกมาก

 

Grow 2

Grow 2

เกม Grow นี้ยังมีหลายเวอร์ชั่นให้ลองเล่น ไม่ว่าจะเป็น Grow Version 3  Grow RPG หรือ Grow cube      แต่ละอันก็มีภาพประกอบน่ารักสดใส บวกกับไอเดียสุดบรรเจิด ชนิดที่เล่นไปต้องอมยิ้มไป เราคนนึงล่ะ ที่เล่นเกมนี้แล้วติดจนงอมแงม เชื่อว่าหลายๆ คนคงคิดเหมือนกัน ยิ่งถ้าใครเคยเป็นแฟนเกม The Room ที่ต้องคลิกๆๆๆๆๆ เพื่อหาทางออกจากห้องด้วยแล้วล่ะก็ เกมนี้ต้องกลายเป็นเกมหนึ่งในดวงใจแน่ๆ

Grow 3

Grow 3

 

Grow RPG

Grow RPG

 

Grow Cube

Grow Cube

ลองไปหาเล่นดูนะคะ สำหรับเรา เกมนี้นอกจากความตื่นเต้นดีใจเมื่อเล่นจบเกมในที่สุดแล้ว มันยังสอนสัจธรรมอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ในชีวิตคนเราเนี่ย มีหนทางให้เลือกเดินตั้งมากมาย ทุกครั้งที่เราตัดสินใจทำอะไรลงไป ต่างก็ส่งผลกลับมา บางครั้งก็ดี บางครั้งก็แย่ อย่างน้อยในเกมเนี่ย เรายังเลือกลองผิดลองถูกได้ครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างมากสุดก็ Grow over แต่ถ้าเป็นชีวิตจริง เลือกผิดซ้ำผิดซากนี่ อาจถึงขั้น game over เอาได้นะเออ

ลองไปดูเกมทั้งหมดของพ่อหนุ่มคนนี้ ที่ Eye Maze ก้ได้ ลองเล่นแล้วลองมาแชร์กันดูเด้อ ว่าคิดยังไง

ไปล่ะ ขอตัวไปเล่น cube ให้จบก่อน เล่นมาตั้งกะเมื่อคืนละ ยังไม่จบซักที เอิ๊กๆๆๆ

2 comments กรกฎาคม 18, 2008

หนีร้อน…ไปเกาะล้าน

ไม่ไหวๆ อยู่ในเมือง ทำแต่งาน แล้วก็ให้รุ่มกายร้อนใจ โหยหาทะเล สายลม เสียงคลื่น ว่าแล้วก็ยัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ชวนคุณแควนหนีร้อนไปเที่ยวกันดีกว่า

มีเวลาแค่เสาร์ อาทิตย์ ที่ไหนล่ะจะใกล้ ไปสะดวก และชิลได้ตามคอนเซ็ปต์ของเรา…ลื้อริ้นชักความทรงจำ พลันภาพสมัยมหาลัยก็ผุดขึ้นมา หาดสวย ทรายขาว น้ำใสปิ๊ง แถมใกล้กรุงเทพแค่นี้ จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้…

ว่าแล้วก็ไปเกาะล้านกันดีกว่า…เย้เย

จั่วหัวไปแล้วว่าเคยไปตอนสมัยเรียน แต่นั่นมันก็นมนานมาแล้ว แถมยังเป็นแค่นั่งสปีดโบ้ทแบบเช้าไปเย็นกลับ ความรู้ที่มีเกี่ยวกับเกาะล้านจึงเกือบเท่ากับศูนย์ รู้แค่ว่าอยู่ไม่ไกลจากพัทยา ที่เหลือไปหาเอาดาบหน้ากันดีกว่าเรา

พัทยาไปง่ายๆ จะนั่งรถทัวร์จากเอกมัย หรือหมอชิตก็ได้ แต่ในกรณีของเรา กว่าจะเก็บของ กินข้าวแล้วก็ยุรยาตรกันออกมาก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย 2 แล้ว เลยเลือกนั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ชัย ตรงดิ่งไปเลยดีกว่า

รถตู้ไปพัทยาขึ้นตรงฝั่งหน้าโรงพยาบาลราชวิถี ถ้านั่งรถไฟฟ้าไป ที่ขายตั๋วจะอยู่เป็นคิวแรก ตรงทางลงสะพานพอดี ค่ารถไปพัทยาใต้คนละ 150 บาท แต่ถ้านั่งตรงไปที่ท่าเรือข้ามไปเกาะล้านเลยก็ 170 บาท

ไม่รู้ไปจำมาตั้งแต่ตอนไหนว่าจากกรุงเทพไปพัทยารถวิ่งแค่ 2 ชั่วโมง รถตู้เราออกตอนบ่าย 2 โมงครึ่ง ก็กะว่าเลวร้ายสุดก็น่าจะไปทันเรือรอบ 5 โมง ยังพอกล้อมแกล้มหาที่นอนได้ ที่ไหนได้รถตู้หลังจากรับคนเต็มแล้ว ยังไปจอดรอเติมแก๊สอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แถมรถก็ติดอีก ปรากฎว่ากว่าจะไปถึงท่าเรือบารีฮายก็ 6 โมงแล้ว โชคดีที่เรือรอบสุดท้ายออกตอน 6 โมงครึ่ง ตอนแรกคิดว่าจะต้องนอนฝั่งพัทยาซะแล้ว…แหม อดเลย คนข้างๆ นิสิตัวดี เตรียมหาเสื้อยืด “I’m a sex tourist” ให้ตัวเอง แล้วก็ “I’m not his girlfriend” มาให้เราสุดฤทธิ์

จากท่าเรือบารีฮาย มีเรือข้ามฟากออกทุกชั่วโมง ถ้ารีบหรือไปกันหลายคน จะเหมาสปีดโบ้ทไปเลยก็ได้วิ่งไม่ถึง 20 นาทีก็ถึง แน่นอนไพร่ฟ้าหน้าใสอย่างเราต้องเลือกเรือรวมปวงประชา 20 บาทเป็นแม่นมั่น นั่งไปชมวิวไป 45 นาทีถึงเหมือนกัน

เรือเที่ยวสุดท้ายออกตอน 6 โมงครึ่ง มีผู้โดยสารพอสมควร เราเยี่ยมหน้ามองแต่ละคนแล้ว คาดว่าถ้าไม่มีที่พักอยู่บนเกาะ ก็ต้องจองห้องเอาไว้แล้วแหงๆ ไอที่จะไปเสี่ยงดวงยามมืดค่ำอย่างเราเห็นจะไม่มี


เรือสองชั้น แอร์ธรรมชาติ ข้ามฟากไปเกาะล้าน

ระหว่างรอเรือออกมีนักท่องเที่ยวชาวจีน เกาหลียืนรออยู่ที่ท่าเรือเต็มไปหมด ตอนแรกก็สงสัยว่าพวกนี้จะไปนอนบนเกาะกันหมดเลยรึ เอแต่ถ้าไปกันหมดนี่มีหวังเกาะแตก

แล้วก็หายสงสัยเมื่อเห็นเค้าพากันทยอยลงเรือกันทีละกลุ่มๆ ที่แท้เค้าก็ไปกินดินเนอร์กันที่ภัตตาคารกลางทะเลนี่เอง หรูหราซะไม่มีอิอิ

เรื่อยๆ มาเรียงๆ ในที่สุดก็มาถึงท่าเรือเกาะล้านเอาเมื่อทุ่มกว่าๆ ท้องฟ้ามืดแล้ว เพื่อนร่วมเรือทยอยแยกย้ายกันไป เหลือแต่เราเดินอยู่อย่าง งง งง ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนดี สักพักมีคุณป้าแถวๆ ท่าเรือเดินเข้ามาถามว่าจะไปหาดไหนรึเปล่า พอเราบอกว่ายังไม่มีที่พัก ก็กวักมือเรียกเข้าไปดูรูปที่พักในหาดต่างๆ คุณป้าแกมีร้านอาหารตามสั่งอยู่ตรงท่าเรือ มีมอเตอร์ไซค์ให้เช่าด้วย พอเราบอกว่าไปหาดที่ถูกที่สุด คุณป้าก็ชี้เปรี้ยงว่าต้องเป็น หาดนวล ยังพอจะมีที่พักเหลืออยู่

“ถูกนี่ถูกเท่าไรคะ มีต่ำกว่าคืนละ 500 รึเปล่า”
“โอย บนเกาะนี้ ถูกสุดก็ 600 จ้ะ ที่ที่ป้าว่านี่แหละ” ป้ายืนยัน “ถ้าหนูจะไปป้าก็จะพาไปส่ง ค่ามอเตอร์ไซค์คนละ 70 บาท”
“70 บาทเลยเหรอคะ เห็นตรงป้ายหน้าเกาะบอกว่าไปหาดนวล 50 บาทนี่นา”
“50 บาทตอนกลางวัน นี่ดึกแล้ว 70 บาทจ้า สองแถวที่เค้าวิ่งก็หมดแล้วด้วย แล้วที่หาดนวลน่ะมันเงียบ หนูควรจะเช่ามอเตอร์ไซค์ไว้เลย พรุ่งนี้จะได้ขับออกมาเที่ยวหาดอื่นๆ ด้วย”

ฟังคำคุณป้าแล้วเราก็ยังไม่ตกลงปลงใจในทีแรก ปรึกกันเองว่าถ้างั้นจะลองหาที่พักแถวๆ ท่าเรือนี่แหละ ก็ปรากฏว่าที่พักก็ไม่ได้ถูกกว่ากันเท่าไร เรทที่พักที่เกาะนี้เฉลี่ยอยู่จาก 600 – 2 พันกว่าบาทเลยทีเดียว นี่ละหนา ยิ่งใกล้กรุงเทพก็ยิ่งแพง

สอบถามจากพี่วินมอเตอร์ไซค์ท่าเรือที่เหลืออยู่คนเดียว ก็สรุปได้ความว่า ถ้าอยากได้บรรยากาศเงียบๆ ก็ต้องหาดนวล อย่างน้อยก็ติดทะเล ส่วนหาดอื่นป่านนี้น่ะเต็มไปหมดแล้ว

เถียงกันอยู่นาน สรุปละว่าเราเลือกไปพักหาดนวลแล้วกัน พร้อมเช่ามอเตอร์ไซค์เอาไว้ซะตั้งแต่คืนนี้เลย คุณป้าคนเดิมบอกเอางี้ ถ้าเอาไปตั้งกะคืนนี้ป้าคิด 400 แล้วไม่คิดค่าพาไปส่ง ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ เรทปกติอยู่ที่ 300 บาทต่อวัน (อันนี้ไม่ได้ไปตามเช็ค กลัวปวดใจฮ่ะ)

ทางไปหาดนวลจากท่าเรือจะต้องวิ่งผ่านป่าเงียบๆ มืดใช้ได้ เรานั่งเกาะมอไซค์คุณป้า ส่วนอัลเลนั่งไปกับลุงอีกหนึ่งคนบนมอเตอร์ไซค์ที่เราเช่านั้นแล หาดสงบเงียบจริงอย่างที่มีคนบอกมา เราเลือกหนึ่งบ้านบังกะโลพัดลมแถวหลัง เพราะแถวหน้าเต็มหมดแล้ว ในบ้านมีผ้าเช็ดตัวเตรียมไว้ให้เสร็จสรรพ ไม่เบาๆ

เสร็จสรรพเรื่องที่หลับที่นอน ก็พากันไปกินข้าว แต่ทั้งเปลี่ยวทั้งมืดอย่างนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่ากินเสียที่ที่พักนั่นแล โชคดีที่ครัวยังไม่ปิด ที่นี่มีเมนูภาษาไทยคู่รัสเซีย ถามไถ่พนักงานเสิร์ฟถึงได้รู้ว่าที่หาดนี้ นักท่องเที่ยวรัสเซียลงเยอะ…หืม..ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย ไอเราก็ช่างกระไรเลย ก็มีอย่างที่ไหน ในเมนูเขียนว่าผัดกระเพราทะเล 50 – 200 ให้เรางง เราก็ไปต่อราคาเค้า ไข่ยัดใส้จานละร้อย เราต่อเหลือ 50 ได้มั้ย คนเสิร์ฟก็ดีใจหาย เดินเข้าไปหลังครัว แป๊บเดียวกลับออกมาบอก ลดได้ครับถ้าเอาไข่ครึ่งนึงก็เหลือ 60 บาท เอ..ฟังแล้วก็งงกงเต๊ก เค้าจะลดเหลือไข่ครึ่งฟองหรือว่าอย่างไร อย่ากระนั้นเลย เอากระเพรากุ้งมาหนึ่ง กับต้มยำไก่แล้วกัน ผลปรากฏว่าได้กุ้งมาบานเต็มจาน ต้มยำรสชาติเอร็ดใช้ได้ อืมๆ รอดตายไปอีกหนึ่งมื้อ เย้

ใครมาเที่ยวเกาะล้าน ถ้าอยากได้บรรยากาศเงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน ตกเย็นนั่งปิ้งปูปลากิน ร้องรำทำเพลงสบายใจ ขอเชิญหาดนวลนี่เลย ตอนกลางคืนลมเย็นเห็นดาว หาดทรายละเอียดเนียนเท้า จะขาวไม่ขาวนี่ว่ากันอีกที ก็ตอนนี้มันมืดแล้วนี่นา….


น้องปลาวาฬน้อย ฝีมือศิลปินเอกสั่งตรงจากอิตาลี

ตื่นเช้าขึ้นมาวันอาทิตย์ ได้เวลาชมเกาะเสียที หน้าหาดเรานี่ยังคงความสงบเงียบไม่เปลี่ยนแปลง หาดยาวทอดตัวนิ่ง

เด็ดสุดคือฝูงลิงที่ใต่เต้า เอ๊ย ปีนป่ายอยู่ตามผาสุดหาดนั่น แถมพอเห็นเราแล้วยังกระโดดเดินเข้ามาใกล้อีกแน่ะ ชะรอยจะคิดว่าถุงกล้องเป็นถุงของกิน


เมื่อลิงไม่กลัวคน คนก็เกิดอาการกลัวลิงแทน เหวอ…พวกเราถอยยยยยย…

เกาะล้านไม่ใหญ่นัก มีหาดขึ้นชื่ออยู่สามสี่ที่ คือหาดตาแหวนน้ำใสปิ๊ง หาดแสมสดใส หาดนวลยิ้มละไม อันนี้เราตั้งของเราเองตามประสบการณ์ที่ไปเห็นมา วิธีเที่ยวที่เวิร์คที่สุด คือการเช่ามอเตอร์ไซค์ขี่ไปเที่ยวตามหาดนั่นเอง ภาพความทรงจำของเรา คือหาดทรายขาว น้ำใสปานสระว่ายน้ำ ที่เรากับเพื่อนเคยไปนั่งเล่นอยู่ครึ่งค่อนวัน ฝันตาลอยแล้วก็โดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ ออกตามหาเกาะสวาทหาดสวรรค์ที่ว่านั่นดีกว่า

ถนนบนเกาะจากหาดต่อหาดขับง่าย ที่น่ารักคือถนนเกือบทั้งเกาะนี้มิใช่ชั่วนะคะ เพราะแทนที่จะลาดยางตามปกติ กลับปูด้วยอิฐบล็อกเรียงกันสวยงามตลอดทั้งเส้น!! คิดถึงตอนเค้าทำ ที่จะต้องมาวางเรียงทีละก้อน ทีละก้อนด้วยมือ เออหนาเห็นแล้วก็ให้ทึ่งอยู่ในใจจริงเชียว

หาดแรกของเราวันนี้ ประเดิมด้วยหาดตาแหวน ขึ้นชื่อเรื่องทรายขาว น้ำใส แต่พอไปถึงก็ตกใจแทบผงะ ชะรอยจะฮิตขนาดเพราะผู้คนลูกเด็กเล็กแดง ฝรั่ง จีน เกาหลี พี่ไทย โอ๊ย..เยอะเหลือเกิน


ฮอทฮิทขนาดไหน ลองมาดูได้ที่จอดรถมอเตอร์ไซค์

เตียงพร้อมร่มเรียงรายเต็มหาด อารมณ์เหมือนพัทยาแต่ชายหาดสะอาดกว่า


คนเยอะขนาดนี้ … ถอยค่ะ…


วิวมุมสูงของหาดตาแหวน

หาดต่อมาคือหาดแสม…หาดนี้น้ำใสได้ใจ ถึงจะยังคงมีลูกบอลลอยน้ำแบ่งเขตกั้น บริเวณสำหรับว่ายน้ำป้องกันเรือเข้ามา ก็ยังสงบเงียบกว่า บรรยากาศริมฝั่งเหมือนเป็นหาดส่วนตัวมากกว่าชายหาดสาธารณะ เพราะเตียงร่มหรูหราน่านอน กับสิ่งปลูกสร้างหน้าตาคล้ายรีสอร์ททอดยาวอยู่ริมหาด

แดดร้อนเปรี้ยงอยู่กลางหัว แต่ ณ วินาทีนั้น อิชั้นหาสนใจไม่..กระโจนลงน้ำได้เป็นพอ น้ำใสไหลเย็นจริง แต่เหอ เหอ ในน้ำเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตรูปทรงยาวรี ตัวใส ตาสีเหลืองลอยอยู่เต็มไปหมด เรียกว่ามือกวาดไปทางไหนก็ต้องรู้สึก ไม่น่าจะใช่อื่นไกล มันต้องเป็นแมงกะพรุนเป็นแน่แท้ ถึงหน้าตาแบบนี้เราจะยังไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเป็นหลอดๆ ใสๆ คล้ายๆ ไส้ในของปลาหมึกกล้วย แต่ขนาดเล็กกว่า พูดยังไม่ทันขาดคำ แมงกระพรุนตัวดำหน้าตาเป็นเอกลักษณ์สายยาวๆ ก็ลอยบุ๋ยๆ ตามน้ำมา เหอ เหอ เหอ..อยู่ไม่ได้แล้ว….ไม่คันแต่กลัว….ถอยยยยยย เจ้าค่ะ


พระอาทิตย์ทรงกลด แดดจัดจ้าน ร้อนเหลือหลาย

หนีแมงกะพรุนไปหาดต่อมา ป้ายบอกว่าหาดทองหลาง ทางถนนสิ้นสุดลงตรงหน้า เราไม่ละพยายาม ไต่ทางเดินธรรมชาติคดเคี้ยวลงไป เหมือนระดับความฮิตของแต่ละหาดจะค่อยลดหลั่นกันลงไป ที่นี่หาดสงบเงียบ ไม่ค่อยมีคนลงเล่น มีเรือโดยสารจอดลอยลำอยู่บ้างประปราย


บรรยากาศที่หาดทองหลาง

หาดนี้ไม่มีที่พัก แต่ตามร้านอาหารคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย และตะวันออกกลาง สังเกตจากผู้หญิงที่สวมชุดดำคลุมยาวทั้งตัว เว้นไว้แต่บริเวณใบหน้า คาดว่าจะพากันมากินข้าว เล่นน้ำแบบเช้าไปเย็นกลับ มีบานาน่าโบ้ทให้บริการ ถึงไม่มีใครเล่นน้ำคนก็ยังเยอะเกินมาตรฐาน จ๊อกแจ้กจอแจ เราเลยแวะนั่งพักแป๊บนึงแล้วก็จากไป


หลังหาดทองหลาง หาดเดียวใช้ขวดกันเยอะขนาดนี้เชียว


แวะมาพักกินน้ำกินท่า อยู่หน้าท่าเรือ เราว่านี่น่าจะเป็น 7-11 สาขาที่มีวิวสวยที่สุด

กระโดดขึ้นมอ.ไซค์อีกรอบ ขับวนไปมา สุดท้ายเราก็พบ ชายหาดในดวงใจ หาดนี้เป็นหาดที่เล็กที่สุด แต่ก็คนน้อยที่สุดตั้งแต่ไปเยือนมา นอกจากเราสองคนแล้ว ก็มีนักท่องเที่ยวอีกแค่สี่คนนอนหลับอยู่ในร่ม แถมยังไม่มีเรือสกูตเตอร์จอดเกะกะกวนสายตา หาดนี้มีลักษณะเป็นเวิ้งสั้นๆ ไม่มีที่พัก มีเพียงร้านอาหารอยู่ร้านเดียวบนหาด เจ้าของร้านว่าเช้าๆ นักท่องเที่ยวชาวจีนจะมาลง บ่ายขนาดนี้เลยเงียบสงบ


หาดตายาย…เงียบ..สงบ..สบาย

สนนราคาค่าเช่าเตียงสูงถึง 100 บาท อย่ากระนั้นเลย ร่มเงาธรรมชาติก็มี ว่าแล้วเราก็ไปปูผ้านอนสบายใจอยู่ใต้ต้นไม้ และก็เหมือนกันกับหาดอื่นๆ ไอเจ้าน้ำใสปิ๊งปั๊งสีฟ้าสดนั่นน่ะไม่พ้นเต็มไปด้วยเจ้าแมงกะพรุนหลอดใสนั่น…ไม่ไหวค่ะ สงสัยจะเป็นฤดู ว่ายได้เดี๋ยวเดียวก็ต้องขึ้น..ไปนอนอ่านหนังสือดีกว่า เราอยู่หาดนี้กันจนเย็นย่ำเกือบห้าโมงถึงได้พากันกลับ อ้อ..ลืมบอกไป หาดนี้ชื่อหาดตายายค่ะ

นอนผึ่งพุงกินลม-Hidden path to the seclude beach

ไปมาอยู่หลายหาด สุดท้ายกลับมาที่หาดนวล แล้วก็ได้ข้อสรุปว่าหาดบ้านเรานั้นเงียบที่สุด สงบที่สุด ยิ่งเป็นเย็นๆ วันอาทิตย์อย่างนี้ด้วยแล้ว แทบจะร้างผู้คน เงียบสงบขนาดไหนก็ลองนึกภาพ นักท่องเที่ยวเริงร่าถ่ายรูป ลงเล่นน้ำกันแบบเปลือยเปล่าทั้งตัวดู เล่นเอาหาดนวลแทบจะเปลี่ยนชื่อเป็นหาดนู้ด…อันนี้เห็นมากะตา… อิอิ


น้องหมาหน้าหาดนวล ตัวเดียวกับที่หาวอยู่ตอนต้นบล็อก


นั่งเล่นจนเย็นย่ำ


ที่หลับที่นอน ใจดีให้เราเช็คเอาท์เลทจนถึง 5 โมงเย็น



พระอาทิตย์ตกฝั่งพัทยา

หกโมงแล้ว เราเก็บเอาอ๊อกซิเจนใส่ปอด นั่งรถตู้กลับกรุงเทพ ภาพเกาะล้านวันนี้ แตกต่างไปมากจากที่เราเคยจดจำได้เมื่อวันวาน หลายๆ หาดดูจะพัฒนาต้อนรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว แต่เราก็ยังว่าเกาะล้านยังคงมีสเน่ห์แบบน่าเอ็นดู ไม่มีอะไรทำ ก็จับรถ ไปพัทยา ขี่มอเตอร์ไซค์กินลม นอนเล่น อ่านหนังสือ ถ่ายรูป เท่านี้ก็ชาร์ตแบตอยู่ต่อได้อีกเดือนนึงแล้วล่ะ เน้อ

3 comments กรกฎาคม 1, 2008

ผลัดวันประกันพรุ่ง

 

 เพราะพรุ่งนี้คือวันที่ยังมาไม่ถึง

 

อิดออด       อ้อยสร้อย

แช่มช้อย     เชือนแช

วารเปลี่ยน    เวียนแปร

ลับลา          ร้างเลือน

 

มุ่งมั่น          หมายมาด

ผันผ่าน       พ้นเดือน

กลายกลับ    กลบเกลื่อน

เศร้าสรวล    ซวนเซ

 

โอ้เอ๋ย         เวลา

นี่หนา         ตัวดี

มิพัก           รอรี

จู้จี้             เหลือใจ

 

เร็วรีบ          เร่งรัด

ยืนหยัด       ยิ่งใหญ่

กิจการ        งานใด

ทำถ้วน        ทั่วถี่

 

ที่เคย          ทิ้งขว้าง

เหินห่าง       หนีหนี้

จากนี้          ไม่มี

จดจำ          จารใจ

 

ขอเพียง      เคียงข้าง

ฝังฝาก        ฝิ่นให้

ได้ดั่ง          ฝันใฝ่

เที่ยวท่อง    ล่องปฐพี

 

กรานกราบ   การุณย์

เพื่อนพี่       มีคุณ

เกื้อกูล        หนุนเนื่อง

นั่งนึก          เสร็จสรรพ   

นานนับ        ครบเครื่อง

จำต้อง        จบเรื่อง

ไว้เท่า         นี้แล

 

———————————————–

 

แหะ แหะ ห่างหายวงการบล็อกไปซะนาน คิดถึงๆ แค่จะบอกว่างานยุ่งเจงๆ แต่ต่อไปนี้จะพยายามวนเวียนกลับมาแล้วล่ะ เมื่อวานงานยุ่งจัดเลยประชดด้วยการแต่งกลอนอ้อนวอนเจ้าหนี้ซะเลย อิอิ :)

2 comments มิถุนายน 24, 2008

The Blower´s Daughter

Damien Rice at Four Seasons - The Blower´s Daughter

It is said that he fell in love with his clarinet teacher´s daughter. But he got kicked out by his teacher. He met her outside and sung this song.

She said “Well, it’s very good song” and left.

If this is all true then he must be a genius singing in such spontaneous moment.

Anyway, no matter what the truth is, we just cant deny that this is one of the most beautiful written ever…

And if you just look at how expressive he is when he sings this…oh my!

So emotional…

His voice just makes me cry… and I couldnt stop watching this clip over and over..

Damien…would you marry me?

This is another live acoustic…this version without Lisa Hannigan

1 comment มกราคม 5, 2008

ห้วงเวลาน้อยนิดมหาศาล

มหกรรมไล่ล่าชมตะวัน

ขออนุญาตใช้หัวเรื่องเดียวกับข้อเขียนของคุณ อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง ในคอลัมน์ คน คือการเดินทาง ใน กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ฉบับวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2550 สืบเนื่องมาจากแรงบันดาลใจในบล็อกวันนี้

ค่าที่ว่าแต่ละสถานที่ที่คุณอิทธิฤทธิ์ ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น โดนใจเข้าอย่างจัง อ่านแล้วก็ให้นึกย้อนถึงประสบการณ์ของตัวเองและใครหลายๆ คนที่เพียรพยายามตื่นตั้งกะไก่ยังไม่ขัน หรือบางคราก็ตะเกียกตะกายปีนป่ายไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด ที่เค้าว่าดีว่าสวยที่สุด เพียงเพื่อที่จะได้เฝ้ายล “รังสีแรก และ ลำแสงสุดท้ายแห่งวัน” ที่อาจจะกินเวลาเพียงเสี้ยวน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาและระยะทางที่ดั้นด้นไป
ขออนุญาตคุณอิทธิฤทธิ์ เพื่อยก quote คำพูดในคอลัมน์ดังกล่าวมาประกอบให้เห็นภาพ เพราะอย่างที่บอก … อ่านแต่ละที่แล้วมันช่างโดนเสียจริงๆ

“บนยอดเขาพูสีเป็นที่ตั้งของพระธาตุพูสีอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นับถือสักการะของชาวหลวงพระบางและชาวลาว ทุกบ่ายเย็นประกายสีทองจากองค์พระธาตุสะท้อนแสงตะวันเจิดจรัสและมองเห็นได้แม้เดินอยู่บนถนนกลางเมือง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ป่ายปีนขั้นบันไดหลายร้อยขั้นขึ้นไปบนยอดพูสีเพียงเพื่อจะหาที่นั่งเหมาะๆ รอบองค์พระธาตุหรือเบียดแทรกตัวเองกลางหมู่มวลนักท่องเที่ยว ให้ได้ยลแสงสุดท้ายของวันที่สาดส่องลงบนแม่น้ำโขงและตัวเมืองเบื้องล่าง”

“ บนเจดีย์ชเวซานดอ เจดีย์สีขาวรูปทรงพีระมิดหนึ่งในเจดีย์หลายพันองค์แห่งพุกาม อดีตอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยุคเริ่มแรกของชนชาติพม่าซึ่งมีอายุมาตั้งแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา บัดนี้ได้กลับกลายมาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน หือ sunset ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งกลางทุ่งเจดีย์ ใครก็ตามที่มีโอกาสไปยืนแทรกตัวหรือนั่งรอคอยการเคลื่อนคล้อยของตะวันยามเย็นบนเจดีย์แห่งนี้ ย่อมรู้สึกได้ถึงความวุ่นวายโกลาหล ราวกับกำลังมีมหกรรมอะไรสักอย่างที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างคาดไม่ถึง ในการลุกลี้ลุกลนเก็บภาพพระอาทิตย์ตกและตะลึงกับจำนวนผู้มาเยือนที่เกินความคาดหมายที่เจดีย์เก่าแก่แห่งหนึ่งจะได้รับความสนใจถึงเพียงนี้”

“ที่พนมบาแคง ภูเขาขนาดย่อมๆ ซึ่งอยู่ห่างจากนครวัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพียงกิโลเมตรเศษๆ บนยอดเขาเป้นที่ตั้งของปราสาทบาแค็งอันเก่าแก่และปรักหักพัง แม้ปราสาทซึ่งสะท้อนศิลปะแบบบาแค็งอันเป็นยุคก่อนการสร้างนครวัดหรือเมืองพระนครของอาณาจักรขอมเป็นร้อยปีก็ตาม แต่รอยย่ำและแววตาของผู้คนจำนวนนับพันที่ขึ้นไปเยือนพนมบาแค็งในช่วงเย็น กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ แต่ละคนล้วนมุ่งมั่นที่จะเดินลัดเลาะแนวป่าขึ้นไปให้เร็วที่สุดก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แล้วก้าวย่างเหยียบย่ำไปบนรอยหินสลักโบราณที่ระเกะระกะราวกับเป็นสิ่งไร้ค่าและเป็นแค่อุปกรณ์เสริมความสูงให้กับมุมมองของการชม sunset ให้ตัวเองเท่านั้น”

“หลายครั้งหลายหนเข้าที่ได้เห็นอากัปกิริยาของเพื่อนร่วมกิจกรรม ที่เอาจริงเอาจังกับการไปชมตะวันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ขายได้ของหลายๆ แหล่งท่องเที่ยวแล้ว ก็อดถามตัวเองหรือมองหน้ากันเองในกลุ่มแล้วถามว่า ทำไมคนเราต้องให้ความสนใจและจริงจังกับการติดตามชมภาพพระอาทิตย์ตกดินกันถึงเพียงนี้ ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นจะสูงหรือป่ายปีนกันไปยากเพียงใด ผู้คนก็ไม่วายหลั่งไหลตัวเองขึ้นไปชมกันให้ได้”

แหม..อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเอง ก็ไม่ใช่เราล่ะหรือที่อยู่ในจำพวกดอกทานตะวัน หลงรักดวงอาทิตย์ จะตกที่ไหนก็ขอให้ได้หยุดมอง ไปเที่ยวแต่ละครั้ง การเดินทางเพื่อหาจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ขาดเสียไม่ได้ (more…)

3 comments มกราคม 4, 2008

Guesthouse hunting - Kao San Road

(Sorry blogger fellows, just wanna use this space for personal use. Hope you dont mind as I cant attached pic to my friends’ email.)

Hey guys,

Here’s the rough map to look for guesthouses aroud Kao san road area.

Like I said, if you prefer a more peaceful area, avoid guesthouses so close to Kao San road itself.
Once you get off the airport bus, walk backward. You’ll pass Kao San road  on your right. Walk onward about 100 metre, you’ll find Wat Chana Songkram (the temple) on the left side. Turn left to the small road next to the temple (Soi Rambutri). 

There are also a few guesthouses scattered around in soi Rambuttri. Check them out in case anything look nice to you. (They can be up to 500 bht a night tho)
Should you like to find something even more peaceful, try walking a bit (following the route in the map) until you hit the fort by the river (ooups , my fault, it’s actually called “Pom Phra Sumen” (Pra Sumen fort).

Next to the fort, you’ll see a small bridge, cross the bridge and walk straight. There’s a nice and friendly guesthouse (sorry I cant remember the name) by the river. Even if the place is full, you can still walk around and explore a bit as there are a few more guesthouses hidden in the small alleys. Most of them are wooden houses but nice and clean. The prices vary but you can find something as cheap as from 150-300 per night! :)

Hope you can find a good place to crash!
^^

Add comment ธันวาคม 26, 2007

เรื่องนก นก

โบกมือบ๊าย บาย น้ำพริกถ้วยเก่า..เอ๊ย อพาร์ทเม้นท์หลังเก่า มาเรียบร้อยโรงเรียนทาวน์อินทาวน์แล้ว ก็ได้เวลาย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ เลือกห้องใหญ่ขึ้นมาหน่อยอยู่ในซอยอารีย์ เพราะเห็นว่าทำเลมันเข้าท่าดี อยู่ใจกลางเมืองแต่เงียบสงบ เช้าๆ ถูกปลุกด้วยเสียงนกเสียงกายังไม่พอ ตกดึกยังอุตส่าห์มีเสียงจักจั่นผสมกับหมาหอนให้ฟังอีกตะหาก

ก่อนย้ายเข้ามาอยู่อย่างเป็นทางการ ปวดกบาลไป 3 รอบ เหตุเพราะมัวมาวุ่นวายจัดการกับสภาพห้องที่ไม่ค่อยจะเต็ม เริ่มตั้งแต่เก็บกวาดบรรดาสารพัดของที่เจ้าของเก่าทิ้งเอาไว้ แล้วก็รื้อพรมที่ปูเอาไว้ทั้งห้อง แล้วไม่ได้ทำกันง่ายๆ นะรื้อพรมเนี่ย เพราะเค้ามีตะปูตอกเป็นแผงสำหรับยึดพรมกับพื้นไว้รอบห้อง ก็ตั้งหน้าตั้งตาถอนตะปูกันไป ถอนเสร็จก็ถึงคราวทำความสะอาดพื้นที่เยินได้ที่ ขัดกาว เช็ดสีที่เลอะไว้ตั้งกะสมัยไหนก็ไม่รู้ เสร็จสรรพกระบวนการ เล่นเอาหมดแรงไปหลายอาทิตย์ เพราะความงกไม่อยากเสียกะตังค์จ้างเค้ามาทำแท้ๆ เหอ เหอ เหอ

บ้านหลังใหม่หน้าตายังไม่ค่อยไฉไลเพราะยังไม่มีเวลาแต่ง หลังจากดูแลเรื่องไฟหลุด แอร์เสีย อ่างล้างจานรั่ว สายฉีดน้ำแตกไปแล้ว ในห้องก็ยังมีสภาพเหมือนพายุเพิ่งพัดผ่านไป แหม ก็จะเอาเวลาที่ไหนมาจัดห้องเนาะ จันทร์ถึงศุกร์ก็ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็มีเหตุให้ไปโน่นมานี่เรื่อย ตอนนี้ก็เลยหน้าตาเหมือนแคมป์ผู้อพยพ แบบว่าเอาพอนอนได้ไปก่อน (more…)

1 comment พฤศจิกายน 16, 2007

Eco(nomic) Tour !!!

27 days 26 nights : Malaysia - Indonesia

A Trip to Remember

กลับมารายงานตัวแล้วค่ะ หลังจากได้ไปสูดกลิ่นอายแห่งอิสรเสรีภาพ ตามประสาคนว่างงาน ได้เที่ยวค่ำไหนนอนนั่น แบบสุขสุกๆ ดิบๆ อยู่ร่วมเดือน ก็ต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เป็นพนักงานกินเงินเดือน (ที่มากขึ้นอีกนิด) กับภาระงานและบรรยากาศออฟฟิศ (ที่หนักหนาสาหัส) เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า จนทำให้ห่างหายจากวงการบล็อกไปร่วม 3 ชาติกว่า …คิดแล้วก็เศร้า…อยากกลับไปเที่ยวเป็นคนตกงานเหมือนเดิมง่ะ…กระซิกๆๆ

ว่าแล้วก็หวนคิดถึงความหลัง เมื่อครั้งยังตะลอนแบกเป้อยู่สมัยกระนู้น กับ Budget Trip สุดประหยัด 27 วัน 26 คืน มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ของเรา นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับมาทำงานวันต่อมาล่ะก็ คงไปยาวถึงไหนๆ

ทริปนี้งกเนื้อที่กระเป๋าสุดๆ เรียกว่าของยังไม่ช็อป เพราะขี้กียจแบก แต่ก็ยังไม่วายอดใจเก็บเอาบรรดาโบรชัวร์กับแผนที่ประดามีของที่ต่างๆ กลับมาด้วย เพราะตั้งใจจะเอามาเล่าให้ฟังในบล็อกนี่ล่ะ จะทิ้งไว้นานไป ไม่เขียนก็จะเสียเปล่า ก็เอาเป็นว่าสรุปเส้นทางทริปประหยัดตามนี้เลยนะจ๊ะ

มาเลเซีย …

คนน่ารัก เมืองน่าเดิน ที่สุดของความสบาย เที่ยวง่าย จ่ายนิดหน่อย

รถไฟ : กรุงเทพ – บัตเตอร์เวิร์ธ (มาเลเซีย)
เฟอร์รี่ข้ามฟาก : บัตเตอร์เวิร์ธ – ปีนัง
ข้ามไปแล้วก็ข้ามกลับ (เพราะว่ายน้ำไม่ไหว ไกลเกิน) : ปีนัง – บัตเตอร์เวิร์ธ
รสบัส : บัตเตอร์เวิร์ธ – กัวลาลัมเปอร์
รสบัส : กัวลาลัมเปอร์ - มะละกา
เฟอร์รี่ : มะละกา – ดูไม (อินโดนีเซีย)

อินโดนีเซีย …

ทริปปากกัด มือขยับ เท้าขยัน แต่กลับมาแล้วจะฝันถึง

สุมาตตรา
รสบัส : ดูไม – ปาดัง
รสบัสเล็ก : ปาดัง – ไปนาน
รสบัสเล็กกลับ : ไปนาน – ปาดัง
เครื่องบินข้ามสุมาตตรา - ชวา : ปาดัง – จาการ์ตา

ชวา
รถไฟประหยัด : จาการ์ตา – ยอร์ก จาร์กาตา, บุโรพุทโธ
รถไฟประหยัด : ยอร์ก จากาตาร์ – โซโล
รถเมล์ประหยัด : โซโล – โปรโบลิงโก
รถตู้ผี : โปรโบลิงโก – เจมโบโร ลาวัง , ภูเขาไฟโบรโม
รถตู้รวมปวงประชา : เจมโบโร ลาวัง – โปรโบลิงโก
รสบัสผู้บริหาร : โปรโบลิงโก – ปาดังไบ

บาหลี

รสตู้ไฮโซ : ปาดังไบ – อูบุด
รสตู้ร่วม : อูบุด – เดนปาร์ซา

ขากลับ 3 ไฟลท์ ใน 2 วัน

เครื่องบินกลับไปตั้งหลัก บาหลี -ชวา : เดนปาร์ซา – จาร์กาตา
เครื่องบินไปตั้งหลักใกล้อีกนิด : จาร์กาตา – สิงคโปร์
เครื่องบินกลับบ้าน ซะที : สิงค์โปร์ – กรุงเทพฯ

เห็นแผนที่โยงไปมา อย่าเพิ่งงง เหตุผลตัวเดียวล้วนๆ ที่ต้องบินไปบินมาอยู่นั่น ไม่ใช่อยากนั่งเครื่องเล่น แต่เป็นเพราะประหยัดฮ่ะ นัยว่าบินแบบเนี้ยล่ะถูกสุดแล้ว แต่กลับมาแล้วเหนื่อยสุดๆ สลบไป 3 วัน ..แฮ่!

ดูรูปกันไปพลางๆ ก่อน .. แล้วจะกลับมาอัพ มารีวิวทริปเป็นเมืองๆ ไปกันทีหลังนะฮ้า ลองดูคราวนี้จะเขียนไปได้กี่ที่ อิอิ!!!

Add comment พฤศจิกายน 9, 2007

Super Budget Backpack

Tempolary Unemployed @ History museum in KL

at museum KL

Just to update my bloggers fellows, former colleagues and friends that I’m still alive. It’s been 11 days here on my budget road trip. The unemployed backpacker is now in an internet Cafe in Padang, a city in Indonesia, West Sumatra.

It’s 4.30 am now…..only a half hour to go before I leave this cafe to catch the first transport bus to airport at 5 am. Been using this cheap internet cafe since midnight with 3 reasons;

1. Super cheap at flat rate : 2,000 Indonesian rupiahs (9 bahts) per hour!!!

2. All budget rooms in the city are fully booked (plus it doesnt make so much sense to spend 50,000 IDR (150 Bht) for less than 5 hours!! (Did I tell you i’m travelling on SUPER cheap budget!! hahaha :P)

3. HIGH chance of oversleep and i cant afford to miss this flight after all the hassles I’ve been through……sniff sniff! (more details later once back in Thailand where there’s keyboard with visible Thai fonts!! ^^)

Previous Route:

Bangkok train - Butterworth (Malaysia)

Penang (Malaysia)

Bus from Penang- Kuala Lampur (Malaysia)

Bus from KL- Melaka (Malaysia)

Ferry from Melaka (Malaysia) - Dumai (Indonesia)

Bus from Dumai - (Bukittinggi–sniff sniff) Padang (Indonesia)

Padang - Painan

Painan - Padang

Padang - airport

airport - Padang

*** PADANG PADANG PADANG –> don’t ask why we fancy so many days in Padang–it was long teary story which truly explains why you need high level of patience and heap loads sense of humour while travelling in Indonesia!!

PICTURES UPDATE will follow as time and destiny permit ^^

NEXT DESTINATION:

Fly to Jakarta

Train to Yogyakarta in the same day–

–> then only God knows where next! (Finger crossed :) hehe

9 comments สิงหาคม 10, 2007

พระนครบาร์…อิ่มข้าว กรึ่มเหล้า เคล้าเสียงเพลง

ก้าวให้ช้าลง กินให้มากขึ้น

ลงเรือท่าผ่านฟ้า ผ่านหน้าลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

ถึงจะเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ชักหน้าไม่เคยจะถึงหลัง แต่เรื่องกิน เรื่องเที่ยว ก็ดูจะเป็นหนึ่งในสรณะที่ตัดยังไงก็ไม่ขาดในพจนานุกรมของเรา ว่างเว้นจาการก้มหน้าก้มตาทำงาน เมื่อไร การได้ไปเปิดหูเปิดตาในที่ใหม่ๆ (ของเรา แต่อาจจะเก่าของคนอื่น) กินอะไรดีๆ (แต่ไม่จำเป็นต้องแพง) ก็ถือได้ว่าเป็นกำไรกับชีวิตแล้ว


…แวะไปช็อปที่ข้าวสารก่อน…

เมื่อคืนได้ไปเจอเพื่อนที่ข้าวสาร ว่าแล้วก็ขอเขียนถึงร้านอาหารเจ้าประจำหนึ่งในดวงใจเราซะหน่อย ร้านนี้ถ้าให้จัดอันดับก็น่าจะติดโผหนึ่งในห้า เป็นเวทีประกวดก็ต้องได้รางวัลนางงามมิตรภาพ หรือขวัญใจช่างภาพเป็นอย่างน้อย ค่าที่ว่าเป็นร้านที่เรามีสถิติการไปถี่มากถึงมากที่สุด อย่างกับโบกมอไซค์วินไปหน้าปากซอยถึง

พระนครบาร์…

ชื่อเสียงเรียงนามไพเราะเพราะพริ้ง ดูเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลมาตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า
แต่เราเรียกเองเออเองว่าเป็น “ร้านรับแขกบ้านแขกเมือง” เพราะเป็นร้านที่เราชอบพาเพื่อนฝรั่งหรือเกสท์ชาวต่างชาติไปกินอยู่เป็นประจำ แต่หลังๆ นี่ ไปถี่มากจนจะได้อีกฉายาหนึ่งว่า “ร้านสิ้นคิด” อยู่แล้ว (more…)

18 comments มิถุนายน 26, 2007

Previous Posts


อัพดูดๆ



เออหนอ..ชีวิตเราก็็มีอยู่ีแค่นี้ พอปลงตกได้ ก็หลั่นล้า สบายใจ ตอนนี้ก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน ใช้ไปเก็บไป แต่ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้ช็อปเพลิน จะได้มีเงินเหลือไปพักผ่อนยาวๆ ที่อินตระเดียเน้อ..อีก 2 เดือนเท่าน้าาาาาน..จุุ๊กกรู้

โอ๊เย......

วนเวียนเกี่ยวข้อง

เล่าไปแหม็บๆ

อ่านกันบ่อย

เขียนทิ้งไว้ก่อนไป

LoveIsInTheAir on Grow…
kicapu on Grow…
kampooh on หนีร้อน……
kicapu on หนีร้อน……
sanookpradesh on หนีร้อน……

Links

รูปแปะฝาบ้าน

My landmark on Koh Chang

I'm loving it

The fellowship of the shoes

More Photos

รองเท้านักเดินทาง

Meta

พูดกันจัง

Category Cloud

ดูหนังฟังเพลง เกาะแก่งทะเลไทย เก็บตกจากซอยอารีย์ เมาท์สู่กันฟัง โปรดปรานร้านอร่อย ++ เรื่องกิน ++ ++ เรื่องเที่ยว ++ ++ เรื่องเล่า ++ + 2006 แบกเป้ไป Nepal + 2007 เที่ยวเตร่ Malay-Indo + 2007 Myanmar คืนหมีสู่ป่า Chiang Mai่ สงกรานต์ฉ่ำๆ