เก็บข้าวเก็บของใส่กระเป๋า หนีตามเขามาหาดาวินชี่
หวังเที่ยวท่องส่องโลกอีกสักที
แต่หลั่นล้า ท่าไม่ดี งานนี้อาจหมดตัว..เอริ๊กกก
——————————————————————————–
Sunday 6 June 2010 : Torre del Lago, Italy
ดูทีวีตอนนั่งกินข้าวกลางวัน ข่าวรายงานว่า เมื่อเที่ยววันที่ผ่านมา มีผู้หญิงวัยสามสิบกระโดดลงมาจาก Torre Pendente ที่ Pisa ซึ่งก็คือหอเอนเมืองปิซ่า ที่เราไปร่วมด้วยช่วยยันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วน่ะแหละ ข่าวเล่า (ส่วนเราต้องให้อัลเลแปล) ว่าหญิงสาวผู้นี้ทุกข์ทรมานจากอาการ depression หรือโรคซึมเศร้ามาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เห็นข่าวแล้วก็จำได้ว่าอัลเลเคยเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ น่ะ มีคนไปกระโดดบ่อย นับเป็นสถานที่ที่ป๊อบปูล่าร์เป็นอย่างยิ่งในการปลิดชีพตน…
ขอให้เธอจากไปอย่างสงบสุข และพ้นซึ่งทุกข์ทรมาน…rest in peace
เราจินตนาการภาพนักท่องเที่ยวกำลังตื่นตาตื่นใจกับหอเอน และกำลังครีเอทสุดๆ กับการโพสท่ายันหอให้ออกมาดูสมจริงที่สุดอยู่เบื้องล่าง บนยอดบนสุดของหอ นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มกำลังตื่นตุ้มปนหวาดเสียว กับการมองลงมาเบื้องล่าง ณ จุดที่หอเอนลาด เบื้องหน้าคือทัศนียภาพแปลกตาแบบพาโนรามาของเมืองปิซ่า ลมพัดโชยมาเบาๆ รอบตัวมีแต่รอยยิ้ม และเสียงชัตเตอร์ ไม่มีใครคาดคิดว่าวินาทีต่อไป พวกเค้าจะเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวเศร้าสร้อยที่สุด
“คิดดูนะ ว่าเราเป็นคนนึงที่ใฝ่ฝันมานานว่าคั้งหนึ่งจะได้ขึ้นมายืนที่หอเอนแห่งนี้ ตอนกำลังเดินขึ้นบันได เรายังส่งยิ้มหัวเราะต่อกระซิกทายทักกับคนรอบข้าง บางทีอาจจะยิ้มไปทางผู้หญิงคนนั้นด้วยซ้ำ …. แล้วต่อมาก็…..” เรายังจินตนาการต่อไม่หยุด “มันคงวุ่นวายน่าดูอ่ะ เป็นชั้น ชั้นต้องช็อคอยู่ตรงนั้น แน่ๆ”
“โชคดีที่ไม่มีใครยืนอยู่ตรงจุดที่เธอตกลงมา เพราะหลายครั้งคนข้างล่างก็สาหัส เพราะโดนคนตกลงมาทับ” อัลเลต่อ
“อืมมม…อารมณ์ เหมือนกาลิเลโอ ทดลองโยนถุงก้อนหินลงมาอ่ะ โดนเข้าคงหัวแบะ…แล้วไงอ่ะ ที่ปิซ่าเค้าก็ปิดกันทั้งวันเลยเหรอ ต่อจากนั้น”
“ปล๊าววว….สองชั่วโมง พอเค้าเคลียร์เสร็จ ก็เปิดต่อแล้ว!” อัลเลตอบ หน้าตาเฉยยยมากกกก
” เออ…แล้วเค้าเลือกโดด ตรงฝั่งไหนเนอะ เราะเค้าคงไม่อยากลงไปโดนคนอื่น” เรายังคงทำหน้าที่เป็นเจ้าหนูจำไม
” แหม..ถ้าเป็นตึกอื่นก็คงต้องพิจารณา แต่ที่นี่ก็ต้องตรงจุดที่มันเอียงซิ ขืนโดดอีกฝั่งก็ลงไปโดนตึก..ไม่ทันถึงพื้น”
….เออ….จริงฟร่ะ…แหมตรูนี่ก็ถามอะไร ง่าวๆ
——————————————————————————–
31 May 2010 : Torre del Lago, Italy
วันนี้ตื่นเช้ามาเจอแต่ข่าวดี
อัลเลลงไปห้องครัวแล้วก็ขึ้นมาบอกว่า แม่ซื้ออะไรมาให้แน่ะ
เราดี๊ด๊าลงไปข้างล่าง ในห้องครัวมีครัวซองท์ช็อคโกแล็ต แบบที่เรากินที่ Bar เมื่อวานนี้แล้วก็ชอบมากมายเด๊ะ…ยิ้มแก้มปริเลย…แม่อัลเลนี่เค้าช่างจำได้นะว่าเราชอบอะไร อย่างเมื่อวันก่อนตอนกินข้าวเราบอกกับแม่เค้าว่า เราชอบดูโอโม่ของปิซ่ามากกว่าหอเอนอีก วันรุ่งขึ้น หลังจากกลับจากไปเที่ยวที่ Lucca ก็มีโปสการ์ด แบบภาพวาดสีน้ำที่มี Duomo เป็น subject หลัก แล้วก็มีหอเอนแอบอยู่ท้ายๆ ที่มิเรลล่าซื้อมาฝากใหเหนึ่งใบวางอยู่….น่ารักสุดๆ อ่ะ (*^___^*)
เปิดอินเตอร์เน็ท เข้าเฟสบุ๊ค กวางคลอดแล้วววว น้อง Matt หรือ หลานเมธของเรา…หน้าตาน่ากิ ผมดก ปากจิ้มลิ้มเชียว…เย้ๆๆๆๆๆ ^^
อาหารกลางวันวันนี้ ถะแถ่นแถ่น แท้นนน……ลาซานญ่าาาาาาาาาาาาา
——————————————————————————–
20 May 2010 : Rome, Italy
เครื่องที่นั่งต่อมาจากไคโรลำไม่ใหญ่เท่าที่บินจากกรุงเทพ ตอนก้าวเข้าไปที่นั่งตอนแรกของเครื่อง ยังคุยกับอัลเลว่า แหม ลำเล็กเนอะ แต่ยังดีว่าที่นั่งใหญ่แบ่งเป็นเบาะนั่งข้างละสอง นี่ถ้าเป็นแอร์เอเชียนะ ต้องเป็นข้างนึงสาม อีกข้างนึงสองที่แน่ๆ
ยัง…ยังกิ๊กกั๊ก ไม่ทันจบประโยคดี ก็พบว่า ไอที่เราเห็นน่ะ มันเป็นส่วน business class ฟร้อยยย..สูเจ้าเงินน้อยก็นั่งชั้นประหยัดไป..นั่นไงที่นั่งแบ่งเป็นเก้าอี้ข้างละสามตัว..555 ตรูว่าแล้ว ว่าออกจะหรูเกินเหตุ!!
ถึงที่นั่งจะเล็ก แต่คราวนี้ได้นั่งติดหน้าต่างนะฮ้า…ได้ดูวิว เมอดิเตอร์เรเนียนงามๆ ด้วยย ^^
take off from Cairo The Mediterranean Sea
view from the plane window : ฟ้าสีคราม ทะเลก็สีง้ามมมงาม..ถามอัลเลว่าที่นี่ที่ไหน เฮียตอบแบบไม่คิด (จริงๆ เพราะไม่รู้) ว่า : ” ที่นี่…อิต๊าลี่!!! “
13.30 น. ถึงสนามบิน Fumicino ที่โรมอย่างง่วงๆ งง…แต่เครื่องเค้ากะเวลาได้ดีมาก กินหนึ่งอิ่ม ดู The Blind Side จบหนึ่งเรื่อง ล้อเครื่องก็แตะรันเวย์พอดี๊!!
“อย่าหวังว่าสนามบินที่นี่จะไฮโซนะ..เพราะที่ยุโรปเนี่ย ส่วนใหญ่จะเก่าอ่ะ ..เก่าแบบ old นะ ไม่ใช่ ancient” อัลเลพยายามลดระดับความคาดหวัง
เราเดินตามชาวบ้านเค้าอย่างเดียว มาจนถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองที่แบ่งออกเป็นสี่แถว ช่องนึงสำหรับพลเมือง EU อีกสามที่เหลือสำหรับ non-EU citizen และแน่นอน ร้อยละ 99 ของคนที่มาถึงต่อเข้าแถวช่อง non-EU มีทั้งฝรั่ง จีน แขก ไทย (จริงๆ) คิวต่อแถวยาวเหยียดเป็นงูเลี้อย…เอิ่ม ถ้ามันจะเรียกว่าแถวได้น่ะนะ
อัลเลพยายามทำตัวเป็นป๋าดันให้เราไปเข้าแถวช่อง EU กับเค้า เราบอกแล้วบอกอีกว่ามันบ่ได้ดอกนาย เฮียก็ไม่เชื่อ ลากเราไปต่อแถวจนได้ ช่องนี้ผ่านไปเร็วมาก เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ต้องสต๊งสแตมป์อะไรเลย แค่ลากพาสปอร์ทผ่านเครื่องสแกนปราดเดียวเท่านั้น พอถึงคิวเราปุ๊บ อัลเลเข้าไปถามว่าให้เราเข้าช่องนี้ได้มั้ย…
“ไม่ได้ !!” เราเห็นเจ้าหน้าที่มองมาทางเรา แล้วส่ายหน้าไหวๆ คงเห็นว่ากะเหรี่ยงอย่างงี้ ขืนให้เข้าไป มีหวังชาวบ้านตามมาเป็นพรวน
จ๋อยเลยดิ นี่ตรูต้องย้อนกลับมาต่อที่ท้ายแถวงูเลื้อยนั่นใหม่ กรุ๊ปทัวร์จีนเพิ่งลง ยาวกว่าเดิมอีก!
ถึงแถวจะยาวแต่กระบวนการผ่านเข้าเมืองก็เร็วอย่างไม่น่าเชื่ออย่างน่าสงสัย…เรามาถึงบางอ้อก็ตอนถึงตาตัวเอง แหม..อุตส่าห์เตรียมตัวมาตอบคำถามอย่างเต็มที่ มาทำไม มาพักที่ไหน เอาเงินมาเท่าไร…
“ciao!! ” เรากล่าวทัก ฉีกยิ้มใจดีสู้เสือไปก่อน
“ciao..” เจ้าหน้าที่หนุ่มหล่อปานกลางหลังจากคุยกับช่องข้างๆ เสร็จก็หันมากล่าวตอบ… ก้มหน้าพลิกพาสปอร์ทหาหน้าที่มีวีซ่าอยู่สองวิ แล้วก็เอื้อมหยิบตราประทับมา stamp ดังปึ๊งงงงง เสร็จล่ะ!!! ทุกอย่างผ่านไปแบบโมชั่นต่อเนื่องด้วยระยะเวลาจากเส้นเหลืองถึงอีกฝั่งของอิมมิเกรชั่นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที…
โห…เฮียขา ไม่ถามอะไรหนูหน่อยเหยอคร้าาาาา
สงสัยต้องเป็นเพราะชั้น ciao ทักเค้าแน่เลย เรายิ้มเริงร่า
อัลเลมองเราอย่างเวทนา…เวลาทักกับเจ้าหน้าที่แบบนั้นอ่ะ ต้องพูดว่า Boun giorno หรือ Bounna sera ย่ะ…ใครเค้าทัก ciao กับที่ไม่รู้จักกันเล่า!!
อ้าว เหรออออ… แหะ แหะ…แอบนึกถึงบทแรกเมื่อครั้งเรียน italiano uno ในใจ…ขอโทษนะค้าาอาจารย์บุสก้า…หนูลืมมมม ![]()
…….หลังผ่านพ้นอิมมิเกรชั่นไป ก็จำอะไรไม่ได้เลยค่ะ รู้แต่ว่าเหนื่อย ship หายวายป่วง เพราะทั้งแบกทั้งลากกระเป๋า ขึ้นบันได ลงอุโมงค์ เอาสั้นๆ ย่อๆ ว่าจาก Fumicino airport เราต้องรีบวิ่งไปซื่อตั๋วรถไฟที่วิ่งจากสนามบินไปสถานีรถไฟ โดยลงที่ Roma Ostiense ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็วิ่ง (อีกแล้ว) ไปซื่อตั๋วอีกใบ แล้วก็วิ่งๆ หัวซุกหัวซุน เพื่อรีบไปให้ทันรถไฟสาย IC518 ที่จะวิ่งไป Viareggio เมืองใกล้ๆ กับที่พ่อแม่ของอัลเลอยู่ และเป็น base ที่เราจะไปพักตลอดเวลาส่วนใหญ่ของทริปนี้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้พร้อมด้วยการที่เราลากกระเป๋า 21 กิโล กระเป๋า carry-on ข้างนึง 8 โล กับที่สะพายไหล่ใส่ laptop อยู่บนบ่าอีกข้างอีก 3 โล!! อุแม่เจ้า..นี่ตรูขนอะไรม้าาาาาาาา…คอยดูนะ ขากลับแม่จะไม่เอาอะไรกลับไปเลย..(เหอะ เหอะ ให้มันจริงเถอะ!)
จาก Roma Ostiense ถึง Viareggio เราพากันนั่งรถไฟ Inter City ที่วิ่งระหว่างเมือง และแล้วเมื่อสามชั่วโมงผ่านไป เราก็พากันมาถึง Viareggio อย่างสะบักสะบอม….ระหว่างทางได้เห็นมหาวิหารของเมือง Pisa ด้วยนะ!! แฮ่ !!
——————————————————————————–
20 May 10 : Cairo airport, Egypt
6.15 น. : สนามบินไคโร ประเทศอียิปต์
หลับๆ ตื่นๆ อยู่บนเครื่อง ที่กว้างขวางพอสมควรมาเกือบสิบชั่วโมง รู้สึกเหมือนนอนไม่ค่อยเต็มอิ่ม รู้แต่ว่า ขึ้นเครื่องปุ๊บก็ตั้งตาคอยเค้าเสิร์ฟอาหารค่ะ เพราะหิว!!!
ในที่สุดแอร์สาวที่ไม่ค่อยสาวแล้วของอียิปต์แอร์หน้าตาค้มคมก็มาเสิร์ฟมื้อแรก ระหว่างไก่กับปลาเราเลือกอย่างหลัง อารมณ์ประมาณฉู่ฉี่ เหมือนตอนบินอินเดียแอร์ เอ็กซ์เพรส (ที่เพิ่งได้ข่าวว่าบินตกไปหนึ่งลำ RIP !!) จากกัลกัตตาหน้าตาเหมือนกันเด๊ะ…ปลาร้อนๆ ควันฉุย กับข้าวสวยเม็ดอ้วนกลม พร้อมขนมเค้กช็อคโกแล็ตหน้าครีมหนาปึ้ก อร่อยสุดๆๆๆๆ กินเสร็จก็อ้วนแทบกลิ้ง!!
ชะเง้อมองออกนอกหน้าตา ด้วยความหวังว่าจะเห็นสฟิงค์ แต่ก็ไม่มีอะไรนอกจากทะเลทรายกับอาคารสี่เหลี่ยมสูงเท่าๆ กัน ถึงไคโรแบบเย็นๆ อากาศประมาณ 18 องศา ที่สนามบิน เราไม่ต้องทำอะไรมากเพราะเข็คอินผ่านมาตั้งแต่กรุงเทพแล้ว แค่เดินตามทางป้ายที่ชี้ว่า connecting
flights ยื่นพาสปอร์ทให้เจ้าหน้าที่แล้วก็ผ่านเครื่องแสกนอีกครั้ง อัลเลขอเค้า hand check เจ้าม้วนฟิล์มทั้ง 20 กลักอีกตามเคย แต่คราวนี้เจ้าหน้าที่อียิปต์ทำหน้าดุ ก่อนตอบ…No…แฮ่!!! โถๆๆๆ อัลเลถึงกับจ๋อยไปเลยยย
เราต้องรอเปลี่ยนเครื่องที่ไคโรห้าชั่วโมง อยากออกไปเที่ยวเพราะอียิปต์ก็เป็นอีกที่ที่เราอยากไป แต่ก็ออกนอกสนามบินไม่ได้ อารมณ์เหมือน The Terminal ยังไงยังงั้น! ![]()
โชคดีที่สนามบินไคโรหาปลั๊กตามเสาง่ายมาก เรากับอัลเลก็เลยพากันนั่งแปะอยู่กับพื้นเพื่อต่อ laptop นั่งมองคนเดินไปเดินมา แขกบ้าง ฝรั่งบ้าง ไทยก็คงมี แต่ไม่ค่อยเห็น นั่งๆ อยู่ก็จะได้ยินเสียงประกาศเรียกขึ้นเครื่องไปเมืองใหญ่ต่างๆ เกือบทั่วยุโรปอยู่เป็นระยะ ทั้งปารีส เบอร์ลิน ลียง ลิสบอน และต่างๆ อีกมากมาย เราก็เลยมีกิจกรรมการทายชื่อประเทศของเมืองต่างๆ เป็นการฆ่าเวลา
รู้สึกหิวอีกแล้ว เลยควักเอาขนมปังที่แอบเก็บมาจากเครื่องมากิน cheese spread ปาดบนขนมปังก้อน…อื้มหืม..อร่อยน้ำตาแทบไหล
……..
11 โมงแล้วววว นั่งจนเมื่อย… ไปกันเถอะรา ภารกิจของเราคือการรอกินบนเครื่องมื้อต่อไป เย้ๆๆๆ !!
20 May 10 : Suvanabhumi airport, Bangkok, Thailand
ตอนนี้
00.25 น. แล้ว เรากับอัลเลกำลังรอบอร์ดดิ้งขึ้นเครื่องของสายการบินอียิปต์แอร์ คิวต่อแถวเช็คอินที่ช่อง Q ยาวมากกกก เรายืนรอไปก็ฟังเสียงประกาศจากสนามบินมาเป็นระยะๆ
“เนื่องจากที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในขณะนี้ ท่านผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางออกนอกสนามบิน กรุณาติดต่อขอถ่ายสำเนายืนยันการเดินทางได้ที่ชั้นหนึ่งค่ะ…”
ประกาศมีแต่ภาษาไทย ไม่ยักกะมีภาษาอังกฤษแฮะ เราแปลให้อัลเลฟังแล้วก็ให้สงสัยว่า อ้าวแล้วฝรั่งไม่ต้องไปลงทะเบียนอะไรงี้เหรอ…แล้วก็นึกถึงต่อไปว่า…ถ้าเป็นเราตอนขากลับ อารามดีใจได้กลับบ้าน กำลังอยู่ในอารมณ์หลั่นล้ามากเลย ..มาถึงปรากฎ อ้าวฮ่วยไรฟระ ทำไมบ้านช้าาานมีเคอร์ฟิว..แล้วต้องเรียกแท็กซี่กลับบ้านเองตอนห้าทุ่มครึ่ง…จะมีรถกลับบ้านมั้ย แล้วข้างนอกก็คงเต็มไปด้วยทหารถือปืนที่ไม่ได้แบกปูนไปโบกตึก…คิดแล้วก็…เอิ่มมม…ไม่เอา ไม่เอา เลิกคิดดีกว่าาาา
พอถึงคิวเรา ไอเราก็ลุ้นระทึกตื่นตุ้มกับการชั่งน้ำหนักกระเป๋า กลัวว่าหนักเกินแล้วต้องจ่ายเงินเพิ่ม เคาท์เตอร์ที่เราไปเช็คอินมีเจ้าหน้าที่หนุ่มหน้าใสเป็นคนดูแล เรากับอัลเลยังคงนอยด์+ตื่นตุ้ม ตึ่งตึ่งตึงตึ๊งตึ่ง…ตั๋วจะยังคอนเฟิร์มอยู่มั้ยว้าา..
ปรากฎว่าตั๋วโอเค พี่เจ้าหน้าที่ดูหน้าวีซ่าในพาสปอร์ทแล้วถาม..”90 วันนี่มันถึงเดือนสิงหาเลยเหรอครับ” “ถึงค่ะ…แบบว่า 90 วันเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกินเลยคร่าา หุหุหุ..” เราเหลือบมองตัวเลขน้ำหนักกระเป๋า เหวย 21 โล แอบเกินมานิดนึงด้วย
แต่สงสัยพี่กราวด์หนุ่มหล่อคงจะง่วง..พี่ไม่ดูกระเป๋าหนูไม่พอ แต่ยังไม่ติดแท็กป้ายที่กระเป๋าด้วย..แล้วมันจะไปลงที่ไหนคร้าาาเนี่ย
“มันก็จะไปเที่ยวไง…..แต่จะไกล ไกลมาก….แล้วก็…ciaoooooooo!!” -”- เอิ่มมมม
——————————————————————————–
ลนลานเก็บข้าวเก็บของยัดใส่กระเป๋า ตามกำหนดการเราควรจะไปถึงสุวรรณภูมิเพื่อเช็คอินตอนสามทุ่ม แต่สถานการณ์การเมืองกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงกลับบานปลายใหญ่โต ที่ห้องเราไม่มีทีวี แต่อัลเลก็เปิดเน็ท และคอยอัพเดทเหตุการณ์ตลอด เริ่มมี breaking news รายงานว่ามีการเผาสถานที่ ห้างร้านตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะที่เซ็นทรัลเวิร์ล เราฟังอัลเลรายงานด้วยความตกใจ ปนเศร้า ออกไปตรงระเบียง มองเห็นกลุ่มควันสีเทาดำพวยพุ่งออกมาเป็นระยะ สถานการณ์ท่าจะแย่ลงไปอีก ข่าวแว่วมาว่ารัฐบาลจะประกาศเคอร์ฟิวออกมาเป็นแน่แท้ ทั้งแม่ ทั้งจูน แล้วก็ปลา ผลัดกันโทรมาบอกข่าวคราว สงสัยจะรู้ว่าพวกเราไม่รับสื่อ พวกมันคงจะหลั่นล้า ลอยชายกันอยู่เป็นแน่ 555 เรารีบเปลี่ยนแผนจากที่จะออกจากบ้านกันซักประมาณทุ่มนึงมาเป็นห้าโมงแทน…
ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยความลนลาน ยัด ยัด แล้วก็ยัด…กลัวน้ำหนักเกินก็กลัว เสร็จเรื่องกระเป๋าก็มาเป็นต้นไม้ โอว..เพิ่งจะรู้ว่าต้นไม้ที่ระเบียงเรานี่มันมากกว่ายี่สิบสามสิบต้นซะอีก หนักก็หนัก นี่ตรูจะขนซื้อมาทำไมวะเนี่ย ..ในขณะที่ขนลงไปข้างล่างขึ้นลงบันไดสี่ชั้นเพื่อฝากให้ลุงช่วยรดน้ำต้นไม้ พี่ปุ๊กข้างห้องก็ขี่ม้าขาวมาช่วยด้วยการบอกว่าพี่เค้าจะช่วย spray มาจากระเบียงห้องข้างๆ ให้เอง โฮๆๆๆ เหมือนยกภูเขาห้าลูกออกจากอก..เอ้าขนกลับเข้าห้องเข้าไปใหม่
หกโมงเย็น เหงื่อแตกซ่ก ทั้งลากทั้งแบกทั้งหิ้วกระเป๋ามาขึ้นแท็กซี่ พี่คนขับพาเราขึ้นทางด่วนพระรามหก ตะบึงมุ่งหน้าไปสนามบินให้ทันก่อนสองทุ่ม รถวิ่งออกนอกเมืองทางโล่งสะดวกมาก ตรงข้ามกับเลนสวนที่เริ่มติดกันเป็นแพยาว จากบนทางด่วนเรามองลงไปเห็นควันขโมงจากอนุเสาวรีย์ชัย วิ่งมาอีกหน่อยคราวนี้เห็นกลุ่มควันพวยพุ่งมาจากทิศทางขวามือ
ต้นเหตุของกลุ่มควันน่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิร์ล ขนาดของเจ้ากลุ่มควันนี่มันมหาศาลจริงๆ นะ ยังกะในหนังเลย เราหันหน้าหันหลังชะเง้อแง้จากในรถแล้วก็มองหน้ากันกับอัลเล…รู้สึกเหมือนก้อนสะอื้นมันขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยกันนะเนี่ย…
“อ้าวแล้วพี่ รับหนูขึ้นมานี่ไม่กลัว ขับรถกลับไม่ทันเหรอคะ” เราถามพี่แท็กซี่
” อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก..เดี๋ยวผมก็โน่นเลย ขับออกไปสมุทรปราการ ออกนอกเืมืองไปโน่น”
อืมมม….งั้นแล้วไป….ไม่เคยอยู่ตอนบ้านเมืองเคอร์ฟิวซักที…จะเป็นยังไงกันต่อไปนะ…คิดแล้วก็เฮ้อออออ….
“บรรยากาศเหมือนเรากำลังหนีออกนอกประเทศกันเลยเนอะ อัลเลเนอะ -_-”
——————————————————————————–














