เนปาลละลานตา – – Day 1 : กรุงเทพ – กาฐมาณฑุ (ต่อ)

ทาเมล เนื้อควาย และผู้ชายคนนั้น


Day 1 : ถึงแล้วจ้า เนปาล


ผ่านพ้นจากมหกรรมเช็คที่นั่งไปได้เรียบร้อย ไม่มีอะไรทำนอกจากเล่มเกมซ่อนตาดำในบัดดล…


กำลังหลับๆ อย่างสบาย ก็มีอันต้องตื่นด้วยสรรพเสียงวุ่นวายรอบตัว


กลิ่นอาหารร้อนๆ ที่พี่แอร์หน้าหวานเข็นมาตามทาง…บ่งบอกได้เวลา feeding อีกแล้วนั่นเอง


ระหว่างเมนูไก่กับฉู่ฉี่กุ้ง เราเลือกอย่างหลัง เพราะกลัวใจว่ากว่าจะได้กินอาหารไทยแบบออกรสออกชาติก็คงอีกกว่า 2 อาทิตย์ข้างหน้า ไงไงก็ขอทิ้งทวนไว้ก่อนละกัน


ชะรอย ผู้โดยสารกว่าครึ่งลำคงจะคิดทำนองเดียวกัน เพราะพอรถเข็นมาถึงแถวเรา ฉู่ฉี่กุ้งก็มีอันหมด ง่ายๆ ซะอย่างงั้น


พี่แอร์ไทยไม่รอช้า ด้วยสปิริตพนักงานการบินไทยใจหาญ จึงลั่นวาจาขออาสาไปควานหามาให้จงได้ สุดท้ายกลับมาพร้อมฉู่ฉี่ในมือ 2 กล่องสุดท้าย… สบตาสุภาพสตรีตาแป๋วในแถวเราแล้ว ฉู่ฉี่ก็ตกเป็นของเรากับสาวญี่ปุ่นข้างๆ ส่วนหนุ่มญี่ปุ่นใส่สูทที่นั่งซ้ายสุดของแถวยังคงยืนกรานรอฉู่ฉี่ต่อไป


ผ่านไปได้เกือบ 15 นาที เรากินจนจะหมดถาดอยู่แล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววฉู่ฉี่ของพี่ญี่ปุ่น พี่แอร์ไทยแวะเวียนกลับมาขอโทษขอโพย ว่าหมดแล้วจ๊ะนายจ๋า ซอรี่จริงๆ นะคะ เป็นอันว่าหนุ่มญี่ปุ่นก็กินไปแค่สลัดกับของหวาน ไงๆ ก็ไม่กินไก่ อะไรจะจงรักภักดีกับฉู่ฉี่ไทยขนาดนั้น


ครึ่งชั่วโมงก่อนแลนดิ้ง…ในที่สุดการห้ำหั่นเพื่อให้ได้ที่นั่งริมหน้าต่าง ทางฝั่งขวาของเครื่องบินก็บรรลุผล


นอกหน้าต่าง…ที่ระดับความสูง 25,000 ฟุต…แนวเทือกเขาตระหง่านปกคลุมด้วยหิมะ โผล่พ้นปุยขาวของทะเลเมฆขึ้นมาอวดความยิ่งใหญ่ …อาา…หิมาลัย…เราอยู่บนเครื่องบินสูงขนาดนี้ ยังอุตส่าห์โผล่ยอดมาให้เราเห็น…อลังการงานสร้างธรรมชาติดีแท้ๆ


“เลดี้ส์ แอนด์ เจนเทิลแมน…ขวามือของท่านคือแนวเทือกเขาหิมาลัย ในอีกไม่ช้า ท่านจะได้เห็นยอดเขาเอเวอเรสท์ปรากฎสู่สายตา”


สิ้นเสียงประกาศของกัปตัน โกลาหลย่อยๆ ในเครื่องก็เริ่มต้น หัวหน้าทัวร์ชาวญี่ปุ่นเริ่มพาผู้โดยสารมายืนดูหน้าต่างฝั่งขวาทีละคนสองคน ผู้โดยสายกราบขวาพร้อมใจกันเลื่อนหน้าต่าง ตามมาด้วยเสียงลั่นชัตเตอร์ตามใบคิวเป๊ะๆ … อืมม บรรยากาศทัวริสต์ๆ ของแท้



ว่าแล้วก็เอามั่งดิ ขอซักรูปสองรูป ..กล้องกะป๊อกของเรา ซูมจนสุดให้ตายก็ได้แค่นี้
กล้องใครล้ำลบภพไตร น่าจะได้ภาพแจ่มๆ ไม่หยอก ….
แนวเขาจะมีมาให้เห็นเป็นระยะ แต่เอเวอเรสท์ของแท้ต้องเป็นเทือกเขาสีดำนะจ๊ะ


15 นาทีก่อนแลนดิ้ง…ในขณะที่ผู้โดยสารตั้งหน้าตั้งตากรอกใบผ่านเข้าเมือง พี่หนุ่มญี่ปุ่นของเราก็ได้อาหารหอมฉุยวางตั้งอยู่ข้างหน้า


พี่แอร์ไทยนั่นเองที่เกรงว่าผู้โดยสารจะหิว ต้องหิ้วท้องไปหาของกินตามยถากรรม…ไม่ด้ายยย เดี๋ยวจะหาว่าการบินไทยไม่รักคุณเท่าฟ้าจริง…..อุตส่าห์ดั้นด้นไปหาฉู่ฉี่กุ้งมาจนได้ …อะโห..ถึงแม้หนุ่มญี่ปุ่นจะหมดแล้วซึ่งความอยากอาหาร แต่ก็ได้ใจไปเต็มๆ…อืมมม..นับถือความพยายามของพี่เค้าจริงๆ …นี่แหละ service mind ของแท้!!! -“-


และแล้วก็ได้เวลา landing


โอ้ว 3 ชั่วโมง ขาดเกินนิดหน่อย … ล้อเครื่องบินก็แล่นแตะรันเวย์ ของสนามบินตรีภูวัณ
ผู้โดยสารฝรั่ง ญี่ปุ่น แลเนปาลี เริ่มควักเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับ
ชิบหายแล้ว…มันจะหนาวขนาดนั้นเลยรือ…ยิ่งปอดแหกเรื่องอากาศหนาวๆ อยู่


ผิดคาด..พอก้าวลงจากเครื่อง อากาศไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คาดไว้ น่าจะพอๆ กับเชียงใหม่หน้าหนาว
ตอนเย็นเท่านั้นเอง เสื้อหนาวธรรมดาๆ ตัวเดียวของเราก็เอาอยู่


ก่อนเข้าอาคารผู้โดยสาร ได้เจอกับพี่คนไทยกลุ่มนึงที่มากัน 4 คน บอกว่าตั้งใจจะไป trek ที่จอมสอม อยู่ที่กาฐมาณฑุคืนนึงแล้วก็จะไปโพคาราเลย พอรู้ว่าเรามาคนเดียวก็แปลกใจ (อาจจะคิดว่า ไม่มีใครคบแล้วเหรอน้อง) แล้วเลยชวนนั่งแท็กซี่เข้าทาเมลด้วยกัน เราบอกว่าจะมีเพื่อนมารับ เลยโบกมือบ๊ายบายกันไป


สนามบินตรีภูวัณไม่ใหญ่โต เดินเข้าไปตามทางเดินไม่กี่ก้าว ก็ถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ถึอพาสปอร์ตเนปาล ก็เลือกเอาว่าจะต่อแถวที่มีวีซ่ามาแล้ว หรือจะไปแถวที่ทำ visa on arrival….


ก่อนมามีคนบอกว่าทั้ง 2 แถวก็ยาวพอๆ กันแหละ แต่วันนั้นที่เราไปเนี่ย แถวคนที่เตรียมวีซ่ามาแล้ว สั้นแล้วก็เร็วกว่าเห็นๆ… นอกเหนือจากนั้น กระบวนการประทับตราวีซ่าก็ไม่เห็นมีปัญหายุ่งยาก เตรียมเอกสาร เงิน แล้วก็รูปให้พร้อมก็เป็นอันใช้ได้ เพราะงั้น จะเลือกทำที่เมืองไทย หรือที่นี่ ก็แล้วแต่สมัครใจนะจ๊ะ



แถวตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินตรีภูวัณ


ไม่รู้โชคดีโชคร้าย ที่ได้กระเป๋าซะเร็วเชียว ก็เลยเดินนำหน้าเริ่ดออกมาคนเดียว
พอโผล่พ้นมุมทางเดินออกมาก็มาจ๊ะเอ๋กับห้องโล่งสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีเคาน์เตอร์ไม้เรียงอยู่ทางด้านขวามือ
เห็นมีคนยืนอยู่ข้างหน้าลิบๆ … เออ นี่น่า จะเป็นบริเวณรอรับผู้โดยสารซะล่ะมั้ง แต่ทำไมคนมันเงียบงี้ฟะ


จากอีกฟากนึงของห้อง ระยะห่างไม่น่าจะเกิน 30 ก้าว แต่ด้วยบรรยากาศเงียบพิลึกนี่ทำเอาเราไขว้เขว
ตอนอ่านข้อมูลมานี่เค้าบอกว่าให้แลกเงินดอลล์เป็นรูปีซักนิดหน่อยที่สนามบิน พอเป็นค่าแท็กซี่
แล้วไหนล่ะที่แลกเงิน ไอเคาน์เตอร์ร้างนั่นน่ะเรอะ


เดินๆ ไปถึงกลางห้อง ก็มีพี่แขกยืนกวักมือเรียก หรือโบกมือยิ้มทักทายก็ไม่รู้อยู่มุมห้อง
เอ..หรือนั่นจะเป็นคนที่มารอรับเรา


ร่างกายทำงานก่อนสติ ก็พาเอาเท้าตรงดิ่งเข้าไปหาเค้า ไม่เดินเปล่า ยังแถมยิ้มทักเค้าซะอีกแน่ะ โอ้ววว เฮลโหลลล
เดินเข้าไปใกล้ถึงพอระยะสายตาสั้นอ่านได้เท่านั้นล่ะ สติก็วิ่งมาชนดังเป้ง … เอ้า นี่มันเคาน์เตอร์จองโรงแรมนี่หว่า แหม พี่ก็ทักกันซะอย่างกะคนคุ้นเคย


ถึงจะเสียจริต แต่ไม่ยอมเสียอาการ เราหักหางเสือเบนออกมากระทันหันโดยไม่ชะลอฝีเท้า… นึกภาพนะว่าห้องมันโล่งมาก แล้วก็ไม่มีใครเดินตามหลังเราเลย คนที่มองมาจากอีกฟากนึงตั้งแต่ต้นจะเห็นผู้หญิงแบกเป้หน้าตางง งง เดินดิ่งออกมาจากประตู แล้วก็ป๊าบบบ ปราดไปทางมุมขวาของห้อง ส่งเสียงทักทายพร้อมยิ้มให้หนุ่ม (น้อย) มุมห้องหนึ่งที ยังไม่ทันพูดพร่ำทำเพลง ก็ปาดซ้ายปื๊ดดดด จ้ำอ้าวออกมาซะงั้น โคตรจะหน้าแตกเลยยย!!!


หมดกัน…ฟอร์มฉัน ไม่มีอะไรจะเสียแล้วตอนนั้น เดินหลุดออกประตูมาข้างนอก โอ้วว นี่ไงล่ะ ฝูงชนที่เรารอคอย
คนมารับผู้โดยสารน่ะไม่มากเท่าไร แต่ที่เรียงรายกันเป็นตับอยู่อีกฟากของถนนน่ะสิ คือบรรดาคนขับแท็กซี่ผิวเข้ม มายืนเกาะรั้วออกันรอผู้โดยสาร ส่วนฝั่งที่ติดกับอาคารโดยสาร ก็มี รถแท็กซี่คันเล็กจอดรอกันเป็นแถว แม้มมมม จุ๋มจิ๋มน่าเอ็นดู๊


คนขับแท็กซี่ส่งเสียง พร้อมสายตาถามมาเป็นระยะ ทิ้งระยะห่างพอประมาณ ไม่ได้เข้ามามะรุมมะตุ้มเราเหมือนที่เพื่อนเคยเตือนไว้ พอเราบอกว่าไม่ไปก็ยอมถอยห่างแต่โดยดี


สอดส่ายสายตามองหาไม่นาน ก็เจอคนที่มารอรับ มาร์ลอน…เพื่อนศรีลังกาจาก couchsurfing ก็เดินตรงเข้ามาทัก
มาร์ลอนมาเนปาลหลายครั้ง จนจะกลายเป็นบ้านที่สองอยู่แล้ว หนนี้เห็นบอกว่าเพิ่งเสร็จงานจากการเป็น trek leader บนเขาซักที่นึงในเนปาล 2 วันก่อนหน้านี้ แล้วเลยช่วยเราวางแพลนทริป แล้วก็จะพาเที่ยวด้วย เป็นครั้งแรกที่ได้เจอตัวกันเป็นๆ หลังจากแลกเมลกันมาได้ประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ เออ จริงๆ หน้าตาน่ากลัวน้อยกว่าในรูปแฮะ


ทักทายกันเสร็จสรรพก็ยืนรอจนมั่นใจว่าพี่คนไทยอีก 4 คน ได้แท็กซี่เรียบร้อย ก็ถึงคราวเราไปขึ้นแท็กซี่ที่จอดรอไว้บ้าง
จริงๆ แท็กซี่ในเนปาลมีมิเตอร์ แต่คราวนี้มาร์ลอนเหมามาด้วยราคาไปกลับ สนามบิน-ทาเมล 400 รูปี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่โน่น เราก็ไม่ได้ใช้มิเตอร์เลย คนขับแท็กซี่เองก็ดูจะชอบให้ต่อรองราคากันมากกว่านะเราว่า หรือเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวก็ไม่รู้
แท็กซี่ไซส์รถมิร่าสีขาว แอบมีผ้านวมปูเบาะลายดอกไม้กุ๊กกิ๊ก พอออกตัวปุ๊บก็ เอาแล้ว อย่างที่ได้ยินมาเลยถนนหนทางไม่ได้เลวร้าย บรรยากาศบ้านเมืองก็เหมือนกับต่างจังหวัดบ้านเรา แต่แม้มมมมมมมมม

รถที่นี่ ทุกคัน (ขอยืนยันว่าทุกคันฮ่ะ) บีบแตรปี๊นๆๆ ทุกๆ 2 นาที ไปตลอดทาง แล้วไม่ได้บีบกันสั้นๆ เบาๆ ประมาณว่าให้สัญญาณนะ แต่เป็นประเภทที่ว่า โว้ยยยยย ถอยปายยยยยย…. คือถ้าเป็นบ้านเราเจอบีบอย่างงี้เข้าไป
ก็ต้องหมายความว่าจะชนแล้วๆๆๆๆ แต่ที่นี่ทุกคนก็ดูจะทำกันอย่างนี้แหละ ไม่ชนหรอก แต่ขอบีบไว้ก่อน
แรกๆ เราก็ขวัญอ่อน เดินตามถนนงี้รีบหลบแทบไม่ทัน แต่หลังๆ ก็เริ่มชิน เอ๊าะ บีบแตรเรอะ เออ บีบไป …
พอกลับมาถึงกรุงเทพนี่ โอววว พระเจ้า เสียงของความเงียบ มันเป็นเช่นนี้เองงงงงงง


ทาเมล … สักวันฉันจะกลับมา


จากสนามบิน…แท็กซี่มินิของราลัดซ้ายไป เลาะขวามา
บีบแตรประสานเสียงกับประชาเนปาลีบนท้องถนนได้ไม่นาน ก็ถึงที่หมาย…
ทาเมล แหล่งรวมที่พัก เกสเฮ้าส์ ร้านอาหาร ร้านค้า และบรรดาสารพันสำหรับนักท่องเที่ยว


สำหรับชาวแบกเป้แล้ว ถ้ามากาฐมาณฑุแล้วไม่ได้มาพักหรือแวะมาเยือนทาเมล
ก็คงเหมือนไปกรุงเทพฯ แล้วไม่ได้ไปถนนข้าวสาร
ไม่ว่าจะเที่ยวคนเดียว หรือไปกันเป็นหมู่คณะ ที่นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเดินทาง


จะรู้ได้ไงว่าถึงทาเมลแล้ว อันนี้เป็นสูตรของเราเวลาเดินเถลไถลออกไปถนนใหญ่
ถ้าเห็นถนนเริ่มบีบเล็กเหลือเลนเดียว แล้วมีป้ายชื่อร้านโน่น นี่ นั่น เรียงกันอยู่เป็นพรืดล่ะก็…แม่นแล้ว
คิดภาพถนนข้าวสาร แล้วเอาขนาดของมันเป็นตัวตั้ง เอาความกว้างของถนนหารสอง
คูณบริเวณพื้นที่ด้วยสิบ เอ หรือยี่สิบเท่าดี เอาเป็นว่ามันใหญ่กว่ามากๆ


ถนนแคบขนาดเลนเดียวตลอดสองข้างทางที่แตกออกเป็น แยกเล็กซอยน้อย อัดแน่นไปด้วยป้ายร้านรวง
ทุกสิ่งอย่างที่นักเดินทางอยากได้ ที่พัก เกสเฮ้าส์ โรงแรม หลายขนาด หลายราคาทั้งของฝรั่ง แขก จีน ไปยังเกาหลี
ร้านอาหารสารพัดเชื้อชาติ ร้านขายอุปกรณ์กันหนาวและเทรคกิ้ง อินเตอร์เน็ทคาเฟ่ ร้านหนังสือ ร้านเบเกอรี่


ที่กระแทกตากันเต็มๆ ไม่เห็นเป็นไปไม่ได้ คือร้านขายของที่ระลึกล้านแปดอย่าง
ชนิดที่คอช็อปปิ้ง โดยเฉพาะคนที่ชอบของสไตล์แขกๆ อินเดียๆ อย่างเรา เห็นแล้วต้องน้ำตาคลอ
นี่ผ้าแพชมินา นั่นเสื้อเนปาล โน่นผ้าคลุมเตียงกับพรมลายแขก ผ้าส่าหรีสีสวย
นู่นกระเป๋าถัก แล้วไม่ได้มีกันแค่ร้านสองร้าน นี่อยู่กันเป็นร้อย!! …
อูยยยย ไม่ได้การๆ หายใจเข้าลึกๆ อดใจไว้ๆ…อย่าเพิ่งมาตบะแตกซะตอนนี้
แหม รอให้ถึงวันใกล้กลับซะก่อนเถอะ แม่จะมากวาดซะให้หายอยาก… ขืนช็อปตอนนี้ก็พอดีรูปีหมด อดเที่ยวกันพอดี


ฝันกลางวันยังไม่ทันเตลิดเปิดเปิง รถก็จอดกึ้กหน้าตึกแห่งนึง
เปิดประตูรถก้าวลงมา เท้ายังไม่ทันแตะพื้น พี่แขกที่ยืนอยู่แถวนั้นก็ปราดเข้ามา


“เฮลโล่ ๆ ยู ลุคกิ้ง ฟอร์ เกสเฮาส์ … ยู วอนท์ เกสเฮาส์ ??” จะถามเพราะอัธยาศัยดี หรือจะขายของก็ไม่รู้ล่ะ

“ อ๋อ ไม่ค่าา มีแล้วๆ จองไว้แล้ว “ ตอบไปทำหน้าตามั่นสุดฤทธิ์ ก็มาร์ลอนบอกว่าจองไว้ให้แล้วนี่ฝ่า

“ อ้อเรอะ อยู่ไหนอ่ะ “ พี่แขกไม่ลดละความพยายาม ถามสวนกลับมาทันควันฮ่วย..แล้วตูจะรู้มั้ยฟระ ก็เพิ่งมาถึงตะกี๊ เอ้ารถจอดตรงนี้ ก็น่าจะที่นี่หล่ะมั้ง เลยชี้เข้าไปในตึกที่ใกล้ที่สุด“ แต่ตรงนี้มันไม่มีเกสเฮาส์นะ ยูแน่ใจเหรอ” พี่แขกยิ้มที่มุมปาก แฮ่…อย่ามาแกล้งหลอกฉานซะให้ยาก

แป่วว..หน้าแตกดังโพล๊ะ ได้ยินไกลไปถึงสุดซอย ก็ไหนบอกมีเกสเฮาส์อยู่ทั่วทุกหัวถนน ทำไมจำต้องมาไม่มีตรงนี้ด้วยฟะ
โอ๊ย ช่างเถอะ… ฉีกยิ้มสยามให้ แล้วก็เดินจ้ำอ้าวตามหลังมาร์ลอนไปเป็นการด่วน
จากถนนหลัก เราหักเลี้ยวขวาไปตามซอยแคบๆ เลี้ยวซ้ายอีกหนึ่งที ชะแว้บ นี่ไงล่ะ ที่พักคืนนี้


อุแม่เจ้า เล่นมาซ่อนอยู่ในซอยซะขนาดนี้ ให้หาเอง 2 วันก็คงไม่เจอ …
แถมมันยังไม่ใช่เกสเฮ้าส์อีก ก็ป้ายเหนือประตูเขียนบอกชัดๆ ว่าที่นี่คือ…


Himalayan Buddhist Meditation Center


ถึงในใจจะสงสัย แต่ตามประสาผู้ตามที่ (ยัง) ดี เราก็สงบปากสงบคำเดินตามเข้าไปเงียบๆ จะได้พักกับพระปล่าวฟะ

ก้าวผ่านพ้นรั้วสูงเข้าไป คือบริเวณพื้นอิฐบล็อกทำเป็นสวนขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ประปรายด้วยไม้ดอก
มีชุดเก้าอี้พลาสติกสีขาวไว้ให้นั่งพักผ่อน
กงล้อมนตราทำด้วยทองเหลืองขนาดใหญ่ หมุนด้วยมอเตอร์อยู่ตลอดเวลา


ตึกทรงแอล 4 ชั้น โอบบริเวณที่เรากำลังยืนอยู่ แบ่งซอยเป็นห้องๆ หน้าประตูแต่ละห้องแขวนธงธิเบตสีสันสดใส
อะโห…ถ้ายังธิเบตไม่พอ ต้องนี่เลย พอเราเดินเข้าไปในห้องเล็กๆ ที่น่าจะเรียกได้ว่า เป็นล็อบบี้ ก็เจอเข้าจังๆ
พระค่ะพระ…เอ๊ะ หรือจะเรียกว่าเณรดี…เออ เอาเป็นว่าเป็นพระธิเบตวัยรุ่น ห่มจีวรสีน้ำตาลแดง ตามแบบฉบับธิเบตเลยล่ะ เป็นผู้ต้อนรับขับสู้ ดูแลเรื่องห้องหับ


มาร์ลอนถามเรื่องห้องที่จองไว้ ปรากฎว่าห้องเต็มหมดแล้ว ตอนนี้เหลือห้องเดี่ยวที่มาร์ลอนพักอยู่ก่อน
เค้าก็เลยแก้ปัญหาด้วยการเตียมห้องเตียงคู่ไว้ให้ %#$#%)!!
เราก็…เอาไงล่ะ นี่ก็เพิ่งเจอกันครั้งแรก ต้องมาแชร์ห้องเหรอวะเนี่ย
แต่ด้วยความที่เพิ่งมาถึง ไม่อยากทำตัวเรื่องมาก ก็เลยบอกไปว่าไม่เป็นไร คืนนี้ก็แชร์ไปก่อน พรุ่งนี้พอมีห้องว่างเราค่อยย้ายก็ได้


จะว่าไป ที่นี่ก็ไม่เลว บรรยากาศค่อนข้างสงบ มาร์ลอนบอกว่าคนที่มาพักส่วนมากเป็นฝรั่ง นักแสวงบุญ ไม่ก็นักเดินทาง ขาประจำ ที่เคยมาหลายครั้งแล้ว หรือไม่ก็ติดต่อผ่านเครือข่ายศูนย์ฝึกสมาธินี่แหละ เออ ไปรู้จักกันได้ไงเราก็ไม่รู้


ห้องที่เราพักเป็นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก 4 ก้าว ก็ถึงฝาผนังอีกด้านละ
มีเตียงเดี่ยวตั้งอยู่ชิดผนังซ้ายขวา มีโต๊ะวางของเล็กๆ กั้นกลาง
ที่เราชอบที่สุดคือผ้าปูเตียงลายสดใส แหม…อยากได้กลับไปไว้ที่ห้อง

จัดแจงวางกระเป๋าเสร็จสรรพ เราก็ลงมาข้างล่าง ข้อดีอีกอย่างของที่นี่คือ ในสวนจะมีน้ำชาร้อนๆ ให้บริการฟรีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน… เราได้ลอง spicy nepali tea หอมชื่นใจ ถ้วยแรกของทริป
ปกติเราเป็นคนไม่ดื่มชา แต่เชื่อว่าคนที่มาเนปาล กลับบ้านไปอาจจะหลงรักชาไปเลย เพราะได้ดื่มกันทุกวัน เผลอๆ น่าจะดื่มมากกว่าน้ำเปล่าซะอีก


ทำอะไรต่อล่ะทีนี้ ฮูเร…จะได้เดินทาเมล ที่โด่งดังแล้วใช่มั้ยยย …
ปล่าว…ริจะใช้เงินใช้ทอง แล้วมีรูปีรึยังจ๊ะนายจ๋า… ร้านแลกเงินในทาเมล มีมากมายทั่วทุกหัวถนน เผลอๆ อาจหาง่ายกว่าหาถังขยะในกรุงเทพซะอีก
เช่นเคย…ด้วยความเป็นเจ้าบ้านที่ดี…จะให้เราเดินดุ่มไปหาที่แลกเงินตามลำพังเองก็ใช่ที่…
มาร์ลอนจัดแจงพาเราเดินออกจากที่พัก ตัดซ้ายออกขวา มาโผล่ที่ซอยแห่งหนึ่งในทาเมล
ปากก็พร่ำสอน เออ จำไว้นะ ที่ๆ เราอยู่เนี่ย มันคือใจกลางทาเมล เดินมาหน่อยนึงก็จะเจอแยกที่ชื่อว่า Jyatha บลาๆๆๆ


อนิจจา…มาร์ลอนคงไม่รู้ว่า…เซลล์สมองเราส่วนที่ไวต่อเรื่องทิศทางเนี่ย น่าจะมีแค่ 1 ในแปดล้านส่วนเท่านั้น
เดินทาเมลครั้งแรกในชีวิต ก็เหมือนไปเดินจตุจักรนั่นแหละ ทุกร้าน ทุกซอย หน้าตาคล้ายๆ กัน เราก็เลยได้แต่…อืม อืม อืม…ได้เดินเองคงจำได้


ร้านที่มาร์ลอนพาเราไปแลกเงิน อยู่บนถนน Jyatha นี่แหละ แต่อยู่คนละเส้นกับที่พักเรา
ดูจากอาการตบหลังไหล่กันเอิ๊กอ๊ากแล้ว ก็เดาว่าน่าจะเป็นร้านที่เค้าเคยคุ้นกันดี
ถามได้ความว่าเค้าพานักท่องเที่ยวหลายคนมาแลกเงินที่นี่ จนได้อัตราแลกในเรทที่น่าพอใจ
ร้านทั่วไปเท่าที่เดินผ่านมา จะเขียนป้ายหน้าร้านไว้ว่า 1 ยูเอสดอลล่าร์ แลกได้ ประมาณ 70 รูปี
อ้อ จริงๆ แล้ว เห็นว่า เรทอัตราแลกเปลี่ยนนี่ ต่อรองได้ด้วยนะ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จะแลก
แล้วก็ฝีคารมในการต่อรองของใครของมัน แต่เจ้าของร้านเคราแพะที่นี่ให้เราถึง 72.5 รูปี เราก็เลย โอล่ะ เอาเลยๆ
อยู่สิบกว่าวัน ก็กะว่าแลกให้พอทีเดียว จะได้ไม่ต้องมาอีก เผลอๆ มาเดินหาเองอาจจะไม่เจอ


ใครที่กำลังสงสัย …1 รูปี เท่ากับ 0.6 บาทไทย เพราะฉะนั้น 10 รูปี เก๊าะ 6 บาท เวลาซื้อของก็คิดง่ายๆ คือเอารูปีคูณ 6 แล้วตัด 0 ตัวหลังออก เพราะฉะนั้นถ้าค่าข้าว 50 รูปี ก็คิดป็นเงินไทย เท่ากับ 30 บาท ถูกดีมั้ยล่าาา


แลกเงินเสร็จ ท้องก็เริ่มเรียกร้องความสนใจ บอกมาร์ลอนว่าหาข้าวกินเถอะ
มาร์ลอนพาเราเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม เดินเข้าตรอกเล็กๆ เลี้ยวซ้าย
เดินขึ้นบันไดไปชั้นสองของตึกแถวที่ทำด้วยอิฐ ไอเราก็คิดว่าเป็นร้านอาหาร ที่ไหนได้ มันคือร้านรับซ่อมอุปกรณ์ !!!!
ภายในร้านเล็กๆ มืดๆ เต็มไปด้วยกระเป๋า ผ้าใบ และสารพัดเสื้อกันหนาว ผ้าฟรีส ผ้ากอร์เท็กซ์
เจ้าของร้านเป็นชายชาวเนปาลีร่างเล็ก หน้าตาเหมือนคนไทยนี่แหละ แต่ชื่อเก๋ไก๋สไลเดอร์ว่า บุดดา (Buddha)
โอ้ว เมืองธรรมะของแท้ …

บุดดานั่งอยู่หน้าจักรเย็บผ้า มือก็ไถจักรเย็บครื่ดๆๆ ปากก็คุยไม่หยุด ถึงโดนมาร์ลอนทวงกระเป๋ากล้องที่เอามาซ่อมไว้แบบแรงๆ ก็ยังยิ้มมมมม มาร์ลอนเป็นคนศรีลังกา แต่ลักษณะการพูดจาเหมือนคนอินเดียไม่ผิดเพี้ยน คือแบบไงอ่ะ ใครที่รู้จักคนอินเดียน่าจะพอนึกภาพออก วิธีการต่อรอง การพูดจาจะค่อนข้างห้วนๆ แรงๆ เข้าข่าย aggressive หน่อยๆ แล้วก็จะทำหน้าเครียดๆ ประมาณว่าอย่านึกว่าข้าตามเอ็งไม่ทันนะ อะไรประมาณนั้น


ครึ่งชั่วโมงก็แล้ว หนึ่งชั่วโมงก็แล้ว เรายังอยู่กันที่เดิม ไอท้องเราก็ร้อง หิวข้าวจะตายอยู่แล้ว
แต่เจ้าบ้านคนพาเที่ยว ยังไม่มีทีท่าจะขยับเขยื้อนไปไหน ไม่มีอะไรทำก็เลยดูโน่นนี่ไปเรื่อยๆ
ในที่สุดก็ได้กระเป๋าเป้ใบเล็กสำหรับ 1 day trek มาหนึ่งลูก กระเป๋าสะพายใบเล็กอีกหนึ่ง
แล้วก็กางเกงผ้าร่มกันลม ฝน หนาว อีกหนึ่งตัว เอากะเค้าสิ อยู่ที่ไหนก็ช็อปได้จริงๆ
กางเกงเนี่ยจริงๆ ไม่ได้อยากซื้อเล้ยย เพราะสั้นเต่อแค่ตาตุ่ม สีก็แดงแปร๊ดดด แต่จำเป็น
เพราะเราตั้งใจกันว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปโพคาราแทนการนั่งรถบัส…
แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ผิดที่ซื้อกระเป๋าสองใบนั้น เพราะอยู่กับเราไปตลอดทริป
แถมยังได้มาในราคาที่ถูกมากๆ ของสามอย่างรวมกันทั้งหมด 750 รูปี เท่านั้น


ใครที่หาอุปกรณ์เดินเทร็ค เสื้อกันหนาว ถุงนอน หรือมีของที่ต้องซ่อมลองเดินหาร้านนี้ดู
รับรองว่าถูกกว่าราคาท้องตลาดจริงๆ เพราะไปลองเช็คที่โพคารา
กางเกงที่ใช้วัสดุเกรดเดียวกันอย่างเดียว ก็ปาไปพันกว่ารูแล้ว ส่วนจะใช้คุ้มมั้ยเนี่ย ก็ต้องติดตามกันต่อไป


จะด้วยท้องเราดังโครกคราก หรือมาร์ลอนเกิดเบื่อที่จะรอแล้วก็ไม่รู้
แต่ท้ายที่สุดเราก็ได้ฤกษ์ออกมากินข้าว
มื้อแรกในเนปาลของเราฝากไว้กับร้านอาหาร local แท้ๆ ที่เจอกันริมทางนั่นแล
ได้ยินกิตติศัพท์มาเนิ่นนาน ในที่สุดเราก็ได้กินอาหารประจำชาติเนปาล นั่นคือ แถ่นแทนแท้นนน …


โชวเมี่ยน หรือหมี่ผัด บ้านเรานี่แหละ แต่มาในรูปแบบของเส้นเหนียวหนุบเหลืองๆ กลมๆ เหมือนหมี่ผัดเจ
แล้วก็อีกอย่างที่ไม่ลองไม่ได้ก็คือ โมโม่…เกี๊ยวซ่า จะเลือกเป็นนึ่งหรือทอดก็แล้วแต่ใจ


มาร์ลอนดูเมนู เห็นราคาโชวเมี่ยน 50 รู กะโมโม่ 55 รู แล้วบ่นอุบว่าอาหารที่นี่แพง
โห เราตาโต…ถ้าอาหารสามัญ 50 รูปี..30 บาท นี่ถือว่าแพง สวรรค์โปรด…อยู่ที่นี่เราไม่อดตายแหงมๆ


เราเลือกสั่งโชวเมี่ยนผัก กับโมโม่ไก่ทอด มาร์ลอนสั่งโมโม่นึ่งเนื้อควาย


เนื้ออะไรนะ
เนื้อควาย
เอ้าจริงดิ…อืม ที่นี่เค้าไม่กินเนื้อวัวกันนี่เนาะ
ใช่ๆ ลองมั้ยล่ะ…อร่อยนา
อืม แหะๆ ไม่ดีกว่า…กินเถอะๆ สองอย่างที่สั่งนี่ก็เยอะแล้วล่ะ …จริงๆ ตอนนั้นไม่อยากกินเนื้อควายอ่ะ ดัดจริต บ้าเหรอ อยู่กรุงเทพเนื้อวัวเรายังไม่กินเลย จะข้ามขั้นไปกินควายเลยเรอะ ตอนนั้นคิดแบบนั้นนะ…ไม่ได้รู้ชะตาตัวเองเล้ยย ว่าต่อไปจะได้กินทุกวัน 555


ไม่ได้สั่งเนื้อควาย แต่โชวเมี่ยนที่ได้มาเนี่ย จานอย่างควาย…ให้หิวแค่ไหนก็กินไม่หมด แต่เดี๋ยวก่อน…นี่มันยังแค่วันแรก ร่างกายกับกระเพราะยังไม่ทันปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ของอย่างนี้ต้องดูไปนานๆ


กินอิ่มเสร็จสรรพ ก็เดินกลับที่พัก แวะซื้อน้ำแล้วก็แผนที่กาฐมาณฑุ ซึ่งมีแผนที่ทาเมลคร่าวๆ อยู่ข้างหลังด้วย ไม่ได้เจียมตัวเองเล้ย ว่าดูแผนที่ไม่เป็น เอาน่ะ…ซื้อมาไว้ก่อนให้อุ่นใจ แผนที่แผ่นใหญ่สนนราคา 150 รูปีเนปาล กลับมาก็ยังใหม่เอี่ยม เพราะเอาเข้าจริง ก็ถามชาวบ้านเค้าอย่างเดียว


ขากลับแอบทำแผนที่ไว้ในใจ หน้าปากซอยก่อนเข้าตรอกเราจะมีไซท์ก่อสร้างให้ดูเป็นจุดหมาย นี่ดีนะที่มันยังสร้างไปได้ไม่เท่าไร เกิดอยู่ๆ ไปสร้างเสร็จขึ้นมา แล้วตูจะเอาอะไรไว้เป็นหลักกันล่ะ


ใครที่เคยไปทาเมลมาแล้ว หรือคิดจะไปแล้วอยากรู้ว่าที่พักเราอยู่ไหน ให้เอา Kathmandu Guesthouse เป็นหลัก ถ้าขวามือเป็นกาฐมาณฑุเกสเฮาส์ เดินตรงขึ้นมาอีกนิดก็จะถึงสี่แยก ซ้ายมือเป็นร้านอาหาร Express bar นั่นหล่ะ เดินมาอีกนิดนึงก็จะเจอตรอกเล็กๆ ทางขวามือ เดินเข้าไปตามทางก็จะไปเจอที่พักเราในที่สุด


กลับมาถึงที่ห้องได้ซักพัก อุณหภูมิดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันหกโมงครึ่ง อากาศหนาวจนมือเย็นเฉียบไปหมด
เวลาพูดก็จะมีควันขาวๆ ออกมาด้วย ไงล่ะ…น้องๆ เชียงใหม่…นี่มันเข้าขั้นปู่ทวดแล้วย่ะ…


กาฐมาณฑุ ถึงจะเป็นเมืองระหว่างหุบเขา แต่ก็สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,200 เมตร …
อากาศเย็นที่ระดับ 6 องศา ปลายเดือนธันวา …เสื้อบางๆ สามชั้นกับแจ็คเก็ตอีกหนึ่งตัวเริ่มเอาไม่อยู่
เราคว้าเสื้อมิชลินมาสวมช่วยชีวิตไว้ได้…
แต่โอวแม่เจ้า…มวลอากาศมันแทรกซึมผ่านกางเกงผ้าทหารอย่างไม่ปรานีปราศรัย
การสวม legging ในห้องพักที่แชร์ร่วมกับผู้ชายอีกคนนึง ย่อมกระทำมิได้…
ห้องพักที่ไม่มีห้องน้ำในตัว ทำให้เราต้องเดินฝ่าอากาศเย็นเยือกออกมาใส่ legging ในห้องน้ำรวม
ที่ท่าทางจะสะท้อนปรัชญาพุทธศาสนาลัทธิเต๋าเป็นแน่แท้ เพราะมันกว้างพอเพียงวางชักโครกเท่านั้น
เล็กแค่ไหนน่ะเหรอ ก็ลองคิดภาพว่าพอนั่งปั๊บ ปิดประตูปุ๊บ เข่าก็จะชนประตูพอดี

อย่าหาว่าเราบ่นมากเลยนะ แต่คุณๆ ผู้หญิงที่เคยใส่ถุงน่องย่อมรู้ดี ว่าการพยายามใส่ใส่ไอ้กางเกงขายาว
ที่มีลักษณะเป็นถุงเท้าแนบเนื้อยืดๆ น่ะ มันต้องใช้ space ในการยืดแข้งยืดขามากแค่ไหน
โอย…วันนั้นกว่าจะใส่ได้สำเร็จก็เล่นเอาเหงื่อตก…
บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณจำต้องพักกับคนแปลกหน้าต่างเพศ ในสถานที่ที่อากาศหนาวขนาดนั้น
ถ้าไม่ไล่เค้าออกไปยืนท้าความหนาวอยู่ข้างนอกห้อง ก็จงเตรียมทักษะในการสวมเล็กกิ้งในพื้นที่จำกัด หรือเปียกชื้นอย่างห้องน้ำไว้ ไม่งั้นก็ต้องพยายามหาห้องพักที่เป็นส่วนตัว จะกระโดดตีลังกามากแค่ไหน มันก็เรื่องของคุณ

ทุ่มกว่าๆ …เราสองคนออกมาจากที่พัก…ทาเมลยามค่ำคืนละลานตาไปด้วยผู้คนและแสงไฟ
ร้านค้าสว่างไสวคึกคัก พาให้หัวใจกระเจิดกระเจิง โอยยยยย อยากเดินๆ อยากเดินให้ทั่ว ดูโน่นนี่นั่น
…มาถึงตั้งกะบ่ายวันนี้ ยังไม่ได้ไปไหนเลย ขอเดินให้หนำใจหน่อยเถอะ…


ดูท่ามาร์ลอนจะไม่มีต่อมพิทูอิตารีที่ตอบสนองการช็อปปิ้งฝังอยู่ในซีรีเบลลัมซีกซ้ายเหมือนเรา
เพราะจากเกสเฮาส์เดินออกมาถนนหลัก ได้ไม่เกินสิบก้าว คุณพี่ก็แฟร่บบบ เลี้ยวซ้ายเข้า The Last Resort
ออฟฟิศที่รับจองที่พัก กับบรรดา extreme sport ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บันจี้จัมพ์ โดดผา ล่องแก่ง อะไรเทือกนั้น …


คือต้องเท้าความก่อนว่า มาร์ลอนเนี่ยทำธุรกิจท่องเที่ยวในศรีลังกา ประเภท adventurous travel ชอบการล่องแก่ง
และกีฬาระทึกท้าทายเป็นชีวิตจิตใจ เห็นว่าเค้ารู้จักมักจี่เป็นอย่างดีกับเจ้าของ The Last Resort
ครั้งนี้เรากะว่าจะฝากกระเป๋าแล้วก็ของบางส่วนไว้ที่ออฟฟิศนี้ก่อนไปโพคารา ก็ควรมาแวะทักทายเสียหน่อย


เอ้าแวะก็แวะ…ในออฟฟิศมีหนุ่มเนปาลีนั่งกันอยู่ห้าคน ดูเค้าท่าทางแปลกใจที่เห็นเรามากับมาร์ลอน
แต่ก็ทักทายกันเป็นดิบดี มาจากไหนล่ะ โอ้ว ไทยแลนด์เรอะ เออ ดีๆ ไอเคยไป นานแล้ว โอ๊ย ชอบๆ…
เอ้ากินวิสกี้ซะหน่อยมั้ย แก้หนาวๆ


จากแค่ทักทายนิดหน่อย พอเค้าชวนกินเหล้า ก็จำต้องนั่ง …
ไอเราอ่ะ ยังเข็ดกับอาการเมาค้างอยู่เลย ก็เลยส่ายหน้าไม่เอา แต่พี่มาร์ลอนดูท่าทางถูกอกถูกใจ
เอ้าาาาาา ดื่มมม … ดื่มไปดื่มมาหมดขวด เท่านั้นไม่พอ มาร์ลอนกลับไปที่พัก มีการไปเอาเหล้าศรีลังกามาเพิ่ม

ป๊าดดโธ่…คืนแรกในเนปาล…เราได้แต่นั่งมองออกไปนอกถนนตาปริบๆ
เห็นคนเดินผ่านไปมา โอยยยยย ช้านอยากไปดูบ้านดูเมือง
อยากเดินๆๆๆๆๆๆๆ ยังไม่เห็นอะไรเลย ช้านไม่อยากกินเหล้าาาาาา


แต่มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกัน วินาทีนั้นจะให้ทำอย่างไรได้นอกจากนั่งต่อไป
สองทุ่มกว่าแล้ว อีกสองชั่วโมงร้านรวงก็จะปิด … เอาน่า…ยังไงเราก็ยังอยู่ที่นี่อีกหลายวัน
กลับจากโพคารา ค่อยมาเดินเองก็ได้ เค้าว่าช้าๆ ได้พร้าสองเล่มงาม


สักพัก หนุ่มเนปาลีคนที่หกก็ปรากฎตัว พร้อมห่อพลาสติกสีดำในมือ 2 ห่อ
ภายในห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ คือเนื้อทอดมันย่องสีคล้ำ
“ กับแกล้ม เคยกินมั้ย ลองดูสิ อร่อยนะ “ หนึ่งในพี่เนปาลี ซึ่งตอนนี้เอ็นจอยกับทั้งเนปาลีวิสกี้ และศรีลังกันวิสกี้ชักชวนด้วยอัธยาศัยอันดี


“ มันคืออะไรอ่ะคะ “
“ อ่อ อันนี้เป็นลิ้นควายทอด เผ็ดหน่อยๆ อีกอันนี้เป็นเนื้อควายทอดเฉยๆ ไว้เคี้ยวเล่นๆ “
นั่นไงล่ะ ยังไงก็ต้องได้เจอ เนปาลกับเนื้อควาย ก็เหมือน คนไทยกับกระเพราไก่ไข่ดาว


ไม่มีอะไรจะเสียแล้วล่ะ ลองสักหน่อย จะได้ไม่เสียมารยาท เดี๋ยวจะหาว่าเรื่องมาก ให้กินอะไรก็ไม่กิน
โอย..ผิดคาด…เนื้อควายทอดคำแรกที่ได้ลิ้มรส อร่อยเด็ดเผ็ดมัน จนหยุดไม่ได้ ยิ่งลิ้นควายทอดกรุบกรับยิ่งไปกันใหญ่ เคี้ยวสนุก ไม่เหนียวหนืดอย่างที่คิด เสียอย่างเดียวคือกินแล้วติดเหล็ก… กับเคี้ยวมากๆ พาลให้ปวดแข้ว
สองถุง แปดคน เอาไม้จิ้มฟันจิ้มหยิบเข้าปากคนละทีสองที แป๊บเดียวก็หมด
ร้อนถึงคนซื้อที่ต้องวิ่งไปอีกรอบ…อร่อยขนาดนั้น
ใครมีโอกาสได้ไป จำต้องลอง…มองหาร้านที่ทอดขายกันริมทางนั่นแล แล้วสั่งว่า buff fried รับรองไม่ผิดหวัง


เกือบสามทุ่ม เหล้าและกับแกล้มชุดที่สองหมด ก็ได้โอกาสขอตัว แพลนที่วางไว้ คือไปกินข้าวเย็นที่


Rum Doodle 40,000 ½ Ft. Bar & Restaurant


ที่นี่เป็น Restaurant & Pub ที่มีชื่อเสียงในหมู่นักปีนเขา และผู้ที่ชื่นชอบการเทร็คกิ้งทั้งหลาย ..
เอกลักษณ์ของร้านนี้คือ จะมีรอยเท้าที่ทำจากกระดาษแข็งสีขาว แปะติดอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วบนข้างฝา เพดาน คาน ขื่อ (ถ้าบ้านเนปาลมีขื่ออ่ะนะ)
ภายในรอยเท้ามีลายมือเขียนชื่อ วันเวลา ประสบการณ์และความสำเร็จจากการเทร็คกิ้งในแต่ละทริป
ของเทร็คเกอร์ทั่วโลกที่มาฉลองชัยที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น จอมสอม ปุนฮิลล์ อันนาเปอร์นะ ไปจนถึง เอเวอร์เรสเบสแคมป์
มีแม้กระทั่งลายเซ็นของนักปีนเขาผู้เป็นตำนานอย่าง Edmund Hillary, Reinhold Messner, แล้วก็ Rob Hall ที่พิชิตยอดเขาสูงมาแล้วเกือบทั่วโลก
เท่าที่ลองใช้สายตาไล่ดู เราเห็นชื่อของนักปีนเขาหลายเชื้อชาติ ทั้งยุโรป อเมริกา เอเชีย … ไม่เจอป้ายของคนไทย แต่เชื่อว่าน่าจะมีอยู่แน่ๆ


อาหารขึ้นชื่อของที่นี่ก็คือ สเต็คกับพาสต้า … ราคาเฉลี่ยอาหารแต่ละเมนูน่าจะตกอยู่ที่ 250 – 300 รูปี เทียบเป็นเงินบาทแล้วก็เรียกได้ว่าไม่แพง มาร์ลอนสั่งสเต็คเนื้อ กับเบียร์ Tuborg เบียร์ประจำชาติเนปาล เหมือนมาเมืองไทยแล้วต้องสั่งสิงห์
เราประเดิมมื้อหนักมื้อแรกในเนปาลด้วยลาซานญ่าไก่…
คนที่กำลังแอบกัดอยู่ว่า แหม…บินมาตั้งไกล แบบนี้กินกอดองเบลอสามย่านก็ได้นะ … ขอแก้ตัวว่า…มากินบรรยากาศค่ะ … กินไปอ่านป้ายที่ติดอยู่ข้างฝาไป แล้วก็ฝันว่า ซักวันนึงเราจะได้กลับมาเทร็ค แล้วก็เอาชื่อเรามาแปะไว้ที่นี่บ้าง


อิ่มหนำสำราญเป็นการดี มื้อนี้สิริรวม ไม่ถึง 500 รูปี
อ้อ…ความน่ารักอีกข้อนึงของร้านนี้ก็คือว่า…ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร…ก็สามารถกินฟรีได้ตลอดชีวิต…มีข้อแม้อยู่นิดเดียว คือต้องพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสได้สำเร็จ อย่างน้อยหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง…อืม…งั้นเราขอก้มหน้าก้มตาจ่ายต่อไปละกันนะ


สี่ทุ่มแล้ว…เดินออกมานอกร้าน…ทาเมลที่เคยคึกคักอยู่แป๊บๆ กลับเงียบสงบ
ร้านรวงพากันปิดประตู ปิดไฟหมดจนมืดมิด ถนนหนทางแทบไม่มีคนเดิน
จะมีก็แต่ผู้ชายเดินกันเป็นกลุ่มๆ หรือนั่งผิงไฟ กินเหล้ากันประปรายตามหัวถนน


สิ่งเดียวที่ยังพอมีความเคลื่อนไหว คือเสียงเพลงจากผับ บาร์ที่เปิดอยู่บนชั้นสอง มาร์ลอนบอกว่าเป็น local pub ที่คนเที่ยวส่วนใหญ่ ก็เป็นผู้ชายเนปาลนั่นแหละ … หลายวันต่อมา ได้คุยกับเพื่อนเนปาล ถึงได้รู้ว่า ผู้หญิงเนปาลจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมาเดินเที่ยวตอนกลางคืน ยิ่งไปนอนค้างอ้างแรมต่างถิ่น ยิ่งทำไม่ได้ …(ก็คงเหมือนบ้านเราสมัย 20 ปีที่แล้ว ที่ยังยึดมั่นในระบบครอบครัว และจารีตประเพณีดั้งเดิมนั่นแล) เพราะฉะนั้น ตกกลางคืนจึงแทบไม่เห็นผู้หญิงเอาซะเลย


เราสองคน พยายามเดินหาร้านนั่งดื่มต่อ เข้าไปเยี่ยมๆ มองๆ ในร้านที่บอกว่ามี traditional dance
แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
อากาศเย็นจัด กับน้ำค้างที่ตกใส่หัวจนผมชื้น ทำให้เราเลิกล้มความตั้งใจ แล้วเลยพากันกลับที่พัก


ในห้อง อากาศเย็นเยือกยิ่งกว่าเปิดแอร์ เรากระโดดขึ้นเตียง สวมถุงเท้าอีกหนึ่งชั้น
สวมถุงมือไหมพรมอีกหนึ่งคู่ ไม่ลืมสวมหมวกไหมพรมก่อนนอนเพราะอากาศหนาวจนปวดกะโหลก
ซุกตัวในผ้านวมทั้งหนาทั้งหนักที่เย็นเจี๊ยบในตอนแรกๆ ก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอุ่น
เซย์กู๊ดบายให้มาร์ลอนแล้วก็ผล็อยหลับไป


ราตรีสวัสดิ์เนปาล พรุ่งนี้เราค่อยเจอกันนะ…

ป้ายกำกับ:

7 ความเห็น to “เนปาลละลานตา – – Day 1 : กรุงเทพ – กาฐมาณฑุ (ต่อ)”

  1. I know this web page gives quality based posts and additional
    material, is there any other site which offers such data in quality?

  2. จองที่พักยังไงครับ ที่ Himalayan Buddhist Meditation Center จะไปพัก 3 คนติดต่อยังไง มีอีเมล์ที่ส่งไปจองที่พักไหมครับ จะไปปลายปี อยากได้ triple room ห้องราคาเท่าไหร่ครับ

    ร้านอาหารเย็นมื้อเเรกควรไปกินที่ไหนดี เเบบไม่เเพงและมีโชว์ด้วยอะครับ

    ขอบคุณ
    โต๋

    • คุณโต๋ขา…สารภาพตามตรงว่านานเนิ่นเยี่ยงนี้แล้ว จำรายละเอียดไม่ค่อยได้อ่ะค่ะ ที่พักเนี่ยไม่ได้เป็นคนจองเอง แต่ไปถามอากู๋ (google) มา ลองตามไปดูในเว็บไซท์นะคะ
      http://www.fpmt-hbmc.org/index.htm

      แต่จะแนะนำว่าลองค่อยๆ หาไปนะคะ เพราะที่พักที่ทาเมลมีเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
      ตอนขากลับจากโพคาราที่กลับมาพักอีกก็ใช้วิธีเดินๆ ดูเอาอ่ะค่ะ ห้องที่พักแบบมีสองเตียงเดี่ยวราคาจะตกอยู่ประมาณ 250 รูปี ขาไปถึงจองไปก่อนก็ได้ถ้ากังวลซักคืนสองคืน พอตัวเบาไม่มีกระเป๋าแล้ว ก็ค่อยโฉบๆ เข้าไปดูที่อื่น ส่วนเรื่องร้านอาหารไม่ทราบจริงๆ ค่ะ ว่าที่ไหนมีโชว์ ลองเสิร์ชดูนะคะ…ขอให้เที่ยวให้สนุกค่ะ ไปปลายปีอย่าลืมเตรียมเสื้อกันหนาวด้วยนะคะ ^^

  3. อะโห พี่
    คอมเมนท์ชวนเสียว
    เขียนตกซักตัวล่ะก็ สนุกแท้ๆๆ

    อิอิ

  4. รออ่านต่อ เด้อครับเด้อ

    หนุกจัง เนื้อควายของผู้ชายคนนั้น

  5. Wow, what a lovely site! And so colorful too, who did your graphics?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: