เนปาลละลานตา :Day 2 : กาฐมาณฑุ

Day 2: กาฐมาณฑุ…นั่งม้าชมเมือง

ย่ำต๊อก สองขา ทาเมล

7 นาฬิกาเนปาลี ของเช้าวันใหม่ …
เวลาที่เนปาลช้ากว่าไทย ประมาณ 1 ชั่วโมง เศษๆ

ตามประสาคนบ้าเที่ยว ร่างกายดูจะตอบสนองกับแสงสว่างต่างถิ่นโดยอัติโนมัติ
ในแสงสลัวของห้อง มาร์ลอนกำลังนอนหลับอยู่ เราสวมตีนแมวย่องออกมาล้างหน้าแปรงฟัน
น้ำเย็นจัดยิ่งกว่าแช่ในตู้เย็น ล้างหน้าที..โอยยยยยยย สะจายยยยย

จัดแจงสวมเสื้อหนาว ถุงเท้า ถุงมือ เสร็จสรรพ ก็เดินไต่กระไดลงมาข้างล่าง เจอกับ Mr. White พนักงานที่เราแอบตั้งชื่อให้ เพราะเห็นทีไรก็ใส่ แต่ชุดขาวตั้งแต่หัวจดเท้า อยู่ที่นั่น 3 วัน ไม่ค่อยได้คุยกันเท่าไร เพราะเค้าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่กลับมาตอนกลางคืนดึกๆ ก็ได้ Mr. white นี่แหละ คอยช่วยเปิดประตูให้

เกสท์เฮ้าส์ ที่เนปาลดูจะมีธรรมเนียมปิดบ้านเป็นดิบดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่เราหวิดต้องนอนข้างถนนซะหลายครั้ง ในหลายๆ เมืองก็เพราะเกสท์เฮ้าส์เอย โรงแรมเราเอย เค้าปิดประตูเข้านอนกันตั้งกะ 4 ทุ่มนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าริจะกลับดึกดื่น ก็อย่าลืมจัดแจงนัดแนะกับคนเปิดประตูซะก่อนล่ะ

ออกจากตรอกเกสเฮาส์ เราเลี้ยวซ้าย เดินผ่านกาฐมาณฑุเกสท์เฮ้าส์ โรงแรมชื่อดัง ที่พี่วุฒิ-เคท เขียนไว้ในเว็บ ว่าเป็นแลนด์มาร์กของใครหลายๆ คน ถ้าจะเริ่มต้นหาที่พักในทาเมล ก็บอกแท็กซี่ให้มาลงที่นี่แหละ แล้วเดินต่อเอา

ว่าแล้วก็ขอถ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐานเสียหน่อย

ทาเมลยามเช้าตรู่เงียบสงบจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นที่เดียวกับเมื่อคืน ถนนโล่ง ตรอกคดเคี้ยวยั่วใจให้เดินเลาะไปมา แต่คนไร้ซึ่ง sense of direction อย่างเรา ขอเดินเป็นเส้นตรง ไปเรื่อยๆ ไปจนสุดถนนดีกว่า

เส้นเดียวกับกาฐมาณฑุเกสท์เฮ้าส์ เดินไปอีกหน่อยก็จะเจอ โฮเต็ลหม่านั้ง จุดช่วยจำอีกที่นึง เอ้า ถ่ายไว้ เผื่อหลง

สุดถนน แล้ว ไม่มีทางไป ทฤษฎีจากหนังท่านว่าไว้เวลาหลงทางให้ไม่ขวาตลอด ก็ซ้ายตลอด แล้วสุดท้ายก็จะกลับมาที่เดิม เราเพิ่งเริ่ม ยังไม่ทันหลง แต่ก็ขอใช้สูตรนี้ล่ะฟะ

แปลกประหลาดใจเป็นล้นพ้น หรือคนเนปาลจะตื่นสาย เดินออกมาจ๊ะเอ๋กับถนนใหญ่ ถนนโล่ง แทบไปนอนเล่นได้
สุดถนนอีกแล้ว…เอ้าขวาต่อไป

คาราเต้เนปาลียามเช้า…บรื๋ออออ หนาวจะตาย…

เดินอ้อมใหญ่มาได้ 3 ขวา เราก็กลับเข้าสู่ย่านทาเมลอีกครั้ง

ใครมีตารางทัวร์แน่นขนัด คิดอยากตื่นมาแต่ไก่โห่เพื่อช็อปปิ้งจงตัดใจ เพราะ 7 โมงกว่าแล้วร้านรวงในทาเมลยังไม่เปิดกันเลย มีแค่ไม่กี่ร้านที่เพิ่งเริ่มจัด ปัด กวาด …และก็เพราะร้านเปิดกันน้อยนี่แหละ เราก็เลยไปสะดุดตาเอากับร้านขายเสื้อผ้าเนปาล หมวก ไหมพรม หยุดเยี่ยมๆ มองๆ ได้ราว 2 วินาที หนุ่มเจ้าของร้าน ในเสื้อแจ็คเก็ตสีเหลืองสดก็ออกมาเชิญให้เข้าไปดูของในร้าน … คุยไปคุยมา ก็ชวนให้เข้าไปดื่มชา…อะฮ้า อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่ามีหนุ่มมาจีบ ก็เช้าๆ มันไม่มีคน แล้วเราก็อ่านเจอมาว่าคนเนปาลชอบเลี้ยงชาคนที่มาเที่ยวเป็นปกติ เป็นวัฒนธรรมที่ไม่ผิดแปลกแต่อันใด (เอ…หรือเราจะเข้าใจเองไปคนเดียวฟระ)

ใจง่ายอย่างเรา…เค้ากล้าชวน อะฮั้น ก็กล้ารับฮ่ะ เข้าทางเราเลยทีเดียว …หนาวๆ ยังงี้ ชานมร้อนๆ อุ่นท้องดีนักแล

เจ้าของร้านอัธยาศัยดีชื่อราซาราม (Rajaram) ชวนคุยไม่ขาดปาก พอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทยก็ตื่นเต้นดีใจใหญ่ บอกว่าเนี่ยเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่ … แถมเอานามบัตรเพื่อนที่เป็นเจ้าของร้านขายของที่ระลึกที่บ้านถวายมาให้ดู เราถามว่าที่ทาเมลเค้าเปิดร้านสายกันอย่างนี้เสมอเหรอ ราซารามบอก ก็อย่างนี้แหละ เช้าๆ ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่แล้ว … แถมตอนนี้ก็เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ถ้าไฮซีซั่นจริงๆ จะเป็นประมาณเดือน ตุลาคม เพราะฟ้าใส ไปเทรคกิ้งก็เห็นภูเขาชัด แต่เค้ามี 3 ร้าน เลยต้องตื่นมาเปิดเช้ากว่าชาวบ้านหน่อย

ในร้านมีเสื้อกระโปรงสีฟ้าสด ส้มสด เป็นริ้ว กับลูกบอลไหมพรมถักสไตล์รัสตาฟาอยู่เต็มไปหมด อืม..ไอที่น่าซื้ออย่างเดียวในร้านคงเป็นแผ่นปูนสลักท่าต่างๆ ในกามาสุตตระ … ราซารามคงเห็นเราก้มๆ เงยๆ มองอยู่เป็นนาน เลยแซวบอกให้เลือกท่าที่ชอบที่สุดกลับไปฝากแฟนสิ ..เอิ่มมม ใครมันจะมากล้าเลือกกันตอนนี้ฟระ เขินตายเลย!! เลยบอก เออ เอาไว้วันสุดท้าย คิดออกแล้วจะกลับมาเลือกใหม่

ออกมานอกร้าน เริ่มเดินสำรวจทาเมลยามเช้ากันอีกครั้ง แต่ละร้านเพิ่งเริ่มเตรียมตัวเปิด เจ้าของและคนทำงานในร้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายเริ่มทำความสะอาดด้วยการสาดน้ำลงพื้นถนนหน้าร้าน ปากก็ทักทายนักท่องเที่ยวหน้าเอ๋ออย่างเราไปตลอดทาง

เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ด้วยสูตรขวาไว้ก่อน ชีวิตในทาเมลดูจะผ่านไปเรื่อยๆ ช้าๆ

น้องเด็กนักเรียนในชุดน่ารักเหมือนนักเรียนอังกฤษเดินไปโรงเรียน เด็กผู้ชายใส่เสื้อแขนยาว ขายาว บางทีก็เป็นสีน้ำเงิน บางทีก็สีแดง อันนี้คงจะแล้วแต่ฟอร์มของแต่ละโรงเรียน เด็กผู้หญิงใส่กระโปรง และใส่ถุงเท้ายาวสีขาวกันหนาว

มองขึ้นไปตามระเบียง จะเห็นคนแก่ออกมายืนอาบแดดอุ่นยามเช้า มองดูผู้คนที่ผ่านไปมา เห็นแล้วนึกถึงคุณย่าคุณยายตามต่างจังหวัดบ้านเรา

ข้างทาง เห็นคนนั่งทอดขนมลูกกลมๆ อยู่ในกระทะใบเล็กๆ ด้วยความที่อยากได้รูปเก็บไว้ เลยเข้าไปแวะซื้อ ขนมปังทอดคอนเซ็ปท์คล้ายๆ ปาท่องโก๋บ้านเรา จำราคาขนมไม่ได้แล้ว รู้แต่ว่าจ่ายไป 6 รูปี ขนมห่อมาในกระดาษหนังสือพิมพ์ ใส่ถุงพลาสติกสีดำ (อยู่มาหลายวัน ถึงได้มาสังเกตว่าที่เนปาล เวลาซื้อของ เค้าจะมีแต่ถุงพลาสติกสีดำนิ่มๆ คล้ายๆ ถุงใส่ขยะบ้านเรา ยังไม่เคยเห็นถุงสีอื่นซักที) ขนมรสชาติหวานบาดใจ กินกับกาแฟเข้มๆ คงเข้ากันพอดี

เดินเป็นวงกลมอยู่ร่วมชั่วโมง ในที่สุดก็คลำทางกลับมาถึงที่พักได้โดยไม่ต้องถามทางใคร เป็นที่น่าปลาบปลื้มใจยิ่งนัก


พอมาถึงก็เห็นมาร์ลอน รออยู่แล้ว เราขอตัวไปอาบน้ำ ก่อนค่อยออกชมเมืองกัน

มื้อแรกของวัน เรากลับไปที่แยก Jyatha ตรงข้ามร้านแลกเงิน ชั้นล่างของร้านบุดดา มีร้านอาหารชื่อ Junbesi
ร้านนี้เป็นร้านครอบครัวเล็กๆ ขนาด 1 ห้องแถว ทำอาหารสไตล์เชอร์ปา ซึ่งจะออกรสหนักไปทางเค็ม

เราสั่ง Alu Paratha อะลู แปลว่า มันฝรั่ง เพราะฉะนั้น Alu Paratha ก็คือแป้งทอดยัดใส้มันฝรั่งที่พอตัดแบ่งแล้วหน้าตาเหมือนพิซซายังไงยังงั้น เจ้านี่ราคา 30 รูปี
Masala omelet ไข่เจียวใส้ผัก 30 รูปี
Vegi soup ซุปผัก สไตล์เชอร์ปา ใส่กะหล่ำดอก ถั่ว แล้วก็ผักอีก 2-3 อย่าง 25 รูปี ซุปนี้อร่อยมากๆ เหนื่อยๆ มากินซุปนี้แล้วอุ่นท้อง คล่องคอ ตาตื่นขึ้นทันใด

กินอิ่มเสร็จสรรพ มาร์ลอนเดินพากลับออกมาผ่านเส้นทางเดียวกับที่เราเดินมาเมื่อเช้า ก่อนเข้าไปคุยธุระเรื่องบริษัททัวร์ในตึกแห่งหนึ่ง พลางบอกให้เรารอ

เราออกสำรวจรอบบริเวณ ข้างๆ ตึก มี public water เป็นบ่อน้ำสาธารณะขนาดใหญ่ ทำเป็นขั้นบันไดลดหลั่นลงไป ชั้นล่างสุดมีลานซักล้าง มีท่อน้ำที่ว่ากันว่าต่อต่อตรงมาจากแม่น้ำที่ไหลมาจากเทือกเขา ช่วงเช้าๆ คนกาฐมาณฑุในละแวก จะพากันมารองน้ำไปใช้ในบ้าน ยามบ่ายๆ แบบวันนี้ก็จะมาอาบน้ำ ซักล้างเสื้อผ้า แล้วก็ตากกันมันตรงนี้ เป็นขั้นบันไดสีไม่กวาด ดูน่ารักดีไม่หยอก

นั่งก็แล้ว ยืนก็แล้ว เดินก็แล้ว รอแล้ว รอเล่าเฝ้าแต่รอ จะเดินไปไหนไกลก็ไม่กล้า เพราะกลัวออกมาแล้วไม่เห็นกัน ผ่านไปเกือบชั่วโมง มาร์ลอนก็ออกมา ส่วนเราเหงือกแห้งไปแล้วสามตลบ แต่ยังไม่กล้าหน้าหงิก เพราะยังสวมบทเป็นผู้ติดตามที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่ไง

เวลาผ่านไปเกือบบ่าย 2 โมง เพราะตกลงกันไว้ว่าจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปโพคาราในวันรุ่งขึ้น มาร์ลอนเลยพาเราไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์ ตกลงราคากันอยู่เป็นนาน ส่วนเราก็สวมบทผู้ติดตามที่ไม่มีบทบาทอีกตามเคย ปล่อยให้มาร์ลอนจัดการต่อรองแบบไม่มีปากมีเสียง สุดท้ายก็เลือกมอเตอร์ไซค์สีแดง ขนาด 250 ซีซี ตกลงเช่ากัน 10 วัน เช่าวันละ 250 รูปี ก็แบ่งจ่ายกันคนละ 1,250 รูปี

เช่า 10 วันเลยเหรอ เราถาม เพราะเห็นว่าแค่จะขี่ไปโพคาราเองนี่นา
เช่าแค่ 10 วันเองเหรอ ก็ยูจะอยู่ 2 อาทิตย์ไม่ใช่เรอะ มาร์ลอนถามย้อน
แต่ชั้นก็อยากนั่ง รถเมล์ นั่ง local บัส หรือไม่ก็เดินไป เวลาไปเที่ยวที่ต่างๆ ด้วยนี่นา เราอธิบาย
จะนั่งทำไมล่ะ รถก็มี มาร์ลอนถามกลับ หน้าตาไม่เข้าใจสุดฤทธิ์

เราทำหน้าปั้นยาก ก็…ประสบการณ์ไง ประสบการณ์น่ะ ชั้นอยากแบบ ไปเที่ยวเอง หาทางไปเองมั่ง แบบเที่ยวให้มันถึงเมืองน่ะ
อ๋อ เหรอ … มาร์ลอนยังทำหน้ากังขา แต่สุดท้ายก็ตัดใจไม่ต่อปากต่อคำ ในใจคงประมาณว่าน้ำหน้าอย่างชั้นเดินในเมืองก็ยังหลง แล้วมันจะไปเที่ยวเองได้ยังไง ฟระ

Advertisements
ป้ายกำกับ: , ,

2 ความเห็น to “เนปาลละลานตา :Day 2 : กาฐมาณฑุ”

  1. อยากไปมั่งจัง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: