ห้วงเวลาน้อยนิดมหาศาล

มหกรรมไล่ล่าชมตะวัน

ขออนุญาตใช้หัวเรื่องเดียวกับข้อเขียนของคุณ อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง ในคอลัมน์ คน คือการเดินทาง ใน กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ฉบับวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2550 สืบเนื่องมาจากแรงบันดาลใจในบล็อกวันนี้

ค่าที่ว่าแต่ละสถานที่ที่คุณอิทธิฤทธิ์ ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น โดนใจเข้าอย่างจัง อ่านแล้วก็ให้นึกย้อนถึงประสบการณ์ของตัวเองและใครหลายๆ คนที่เพียรพยายามตื่นตั้งกะไก่ยังไม่ขัน หรือบางคราก็ตะเกียกตะกายปีนป่ายไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด ที่เค้าว่าดีว่าสวยที่สุด เพียงเพื่อที่จะได้เฝ้ายล “รังสีแรก และ ลำแสงสุดท้ายแห่งวัน” ที่อาจจะกินเวลาเพียงเสี้ยวน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาและระยะทางที่ดั้นด้นไป
ขออนุญาตคุณอิทธิฤทธิ์ เพื่อยก quote คำพูดในคอลัมน์ดังกล่าวมาประกอบให้เห็นภาพ เพราะอย่างที่บอก … อ่านแต่ละที่แล้วมันช่างโดนเสียจริงๆ

“บนยอดเขาพูสีเป็นที่ตั้งของพระธาตุพูสีอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นับถือสักการะของชาวหลวงพระบางและชาวลาว ทุกบ่ายเย็นประกายสีทองจากองค์พระธาตุสะท้อนแสงตะวันเจิดจรัสและมองเห็นได้แม้เดินอยู่บนถนนกลางเมือง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ป่ายปีนขั้นบันไดหลายร้อยขั้นขึ้นไปบนยอดพูสีเพียงเพื่อจะหาที่นั่งเหมาะๆ รอบองค์พระธาตุหรือเบียดแทรกตัวเองกลางหมู่มวลนักท่องเที่ยว ให้ได้ยลแสงสุดท้ายของวันที่สาดส่องลงบนแม่น้ำโขงและตัวเมืองเบื้องล่าง”

“ บนเจดีย์ชเวซานดอ เจดีย์สีขาวรูปทรงพีระมิดหนึ่งในเจดีย์หลายพันองค์แห่งพุกาม อดีตอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยุคเริ่มแรกของชนชาติพม่าซึ่งมีอายุมาตั้งแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา บัดนี้ได้กลับกลายมาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน หือ sunset ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งกลางทุ่งเจดีย์ ใครก็ตามที่มีโอกาสไปยืนแทรกตัวหรือนั่งรอคอยการเคลื่อนคล้อยของตะวันยามเย็นบนเจดีย์แห่งนี้ ย่อมรู้สึกได้ถึงความวุ่นวายโกลาหล ราวกับกำลังมีมหกรรมอะไรสักอย่างที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างคาดไม่ถึง ในการลุกลี้ลุกลนเก็บภาพพระอาทิตย์ตกและตะลึงกับจำนวนผู้มาเยือนที่เกินความคาดหมายที่เจดีย์เก่าแก่แห่งหนึ่งจะได้รับความสนใจถึงเพียงนี้”

“ที่พนมบาแคง ภูเขาขนาดย่อมๆ ซึ่งอยู่ห่างจากนครวัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพียงกิโลเมตรเศษๆ บนยอดเขาเป้นที่ตั้งของปราสาทบาแค็งอันเก่าแก่และปรักหักพัง แม้ปราสาทซึ่งสะท้อนศิลปะแบบบาแค็งอันเป็นยุคก่อนการสร้างนครวัดหรือเมืองพระนครของอาณาจักรขอมเป็นร้อยปีก็ตาม แต่รอยย่ำและแววตาของผู้คนจำนวนนับพันที่ขึ้นไปเยือนพนมบาแค็งในช่วงเย็น กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ แต่ละคนล้วนมุ่งมั่นที่จะเดินลัดเลาะแนวป่าขึ้นไปให้เร็วที่สุดก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แล้วก้าวย่างเหยียบย่ำไปบนรอยหินสลักโบราณที่ระเกะระกะราวกับเป็นสิ่งไร้ค่าและเป็นแค่อุปกรณ์เสริมความสูงให้กับมุมมองของการชม sunset ให้ตัวเองเท่านั้น”

“หลายครั้งหลายหนเข้าที่ได้เห็นอากัปกิริยาของเพื่อนร่วมกิจกรรม ที่เอาจริงเอาจังกับการไปชมตะวันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ขายได้ของหลายๆ แหล่งท่องเที่ยวแล้ว ก็อดถามตัวเองหรือมองหน้ากันเองในกลุ่มแล้วถามว่า ทำไมคนเราต้องให้ความสนใจและจริงจังกับการติดตามชมภาพพระอาทิตย์ตกดินกันถึงเพียงนี้ ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นจะสูงหรือป่ายปีนกันไปยากเพียงใด ผู้คนก็ไม่วายหลั่งไหลตัวเองขึ้นไปชมกันให้ได้”

แหม..อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเอง ก็ไม่ใช่เราล่ะหรือที่อยู่ในจำพวกดอกทานตะวัน หลงรักดวงอาทิตย์ จะตกที่ไหนก็ขอให้ได้หยุดมอง ไปเที่ยวแต่ละครั้ง การเดินทางเพื่อหาจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ขาดเสียไม่ได้ นอกจากโอกาสไปพักผ่อนนอกบ้านชั่วครั้งชั่วคราวแล้ว การเฝ้ามอง “ลำแสงสุดท้ายแห่งปี” ในวันส่งท้ายปีเก่า ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่ทำมาต่อเนื่องแบบไม่รู้ตัว นับไปนับมาก็หลายปีอยู่ แล้วก็ให้โชคดีได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์แบบที่คุณอิทธิฤทธิ์บรรยายไว้เป๊ะๆ ที่พระธาตุพูสี เจดีย์ชเวซานดอ และล่าสุดนี่ก็ปีใหม่ที่ผ่านมา ที่ยอดพนมบาแค็ง เรียกว่าใครไปไหนอิฉันก็ตามไปหมด ตามกระแสสังคมมากม้าก

แถมที่ล่าสุดเนี่ย ไปถึงทีดูคนอาจจะเพลินกว่าดูพระอาทิตย์ ค่าที่ว่าผู้คนแห่แหนกันมาแทบมัวฟ้ามัวดิน ไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หัวดำ หัวทอง เบียดเสียดกันปีนบันไดปราสาทที่ทั้งสูงทั้งชัน ด้วยจุดหมายที่จะไปให้ถึงยอดให้เร็วที่สุด แม้แต่คุณยายอายุ 60 กว่าก็ยังอุตส่าห์เดินเขาร่วมกิโล แถมยังปีนขึ้นไปบนชั้นสูงสุดได้อย่างไม่ย่อท้อ เห็นแล้วยังเสียวแทนว่าท่านจะปีนลงยังไง้ เอ…หรือพระอาทิตย์ตกจะมีมนตราอะไรบางอย่าง ที่ดึงดูดผู้คนให้มุ่งมั่นได้เช่นนั้น
คุณอิทธิฤทธิ์สรุปข้อเขียนไว้อย่างน่าคิดว่า

“ผมคิดเอาว่าน่าจะมีคำอธิบายปรากฎการณ์นี้อยู่ไม่กี่ข้อ ข้อแรกก็เป็นธรรมดาที่หากมีโอกาสไปดูตะวันตกดินในที่ท่องเที่ยวที่สวยงามย่อมเป็นโอกาสสำคัญของชีวิตที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก รสชาติและบรรยากาศที่ได้เห็นย่อมแตกต่างออกไปจากภาพสามัญของการเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกริมรั้วบ้าน ข้อนี้เป็นเหตุผลทางสุนทรียะก็ว่าได้”

“ส่วนอีกข้อนั้นก็อาจเป็นได้ว่ามีจุดมุ่งหมายมากมายในชีวิต ที่คนเรามาดมั่นหรือตั้งใจว่าจะเอาชนะหรือไปให้ถึงให้ได้ แต่จุดหมายเหล่านั้นกลับไม่ง่ายดายเลยที่จะเอาชนะหรือก้าวเท้าป่ายปีนขึ้นไปถึงได้ในชั่วย่ำเย็นของวันหนึ่ง เหมือนกับการไปให้ถึงจุดชมตะวันลาลับท้องฟ้า อันมีชื่อเสียงในสถานที่สำคัญต่างๆ ของโลก
การไล่ล่าดวงตะวันก็เลยเป็นเหมือนมหกรรมเฉลิมฉลองความสำเร็จช่วงเวลาสั้นๆ ของผู้คนที่พร้อมจะลับขอบฟ้าไปกับดวงตะวัน”

สำหรับคนที่หลงรักการเฝ้าดูทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกอย่างเราแล้ว นอกจากจะเห็นด้วยกับข้อสรุปของเจ้าของคอลัมน์แล้ว เรายังคิด (ของเราเอาเอง) ว่า พระอาทิตย์ ในแต่ละวัน แล้วก็ในแต่ละมุมของโลกนั้น ไม่เคยจะเหมือนกันเลยสักที่
จะโอกาสไหนๆ ยามได้มองออกไปนอกระเบียงบ้านหรือได้มองฟ้ากว้างตอนไปเที่ยว ภาพพระอาทิตย์ดวงกลมโตที่ค่อยๆ โผล่พ้นขอบเมฆ ๆ ค่อยๆ เปลี่ยนท้องฟ้าสีเข้ม ให้เรืองรองด้วยลำแสงฉายฉานฉาบทาบทาสีทองในยามเช้า หรือจะเป็นฉากพระอาทิตย์ตก กับลำแสงยามโพล้เพล้ที่เปลี่ยนให้ท้องฟ้ากลายเป็นเฉดสีน้ำเงิน ม่วง ชมพู แดง ตรงนั้นตรงนี้คละเคล้ากันไป ก่อนที่เจ้าดวงตะวันสีส้มแดงดวงกลมใหญ่จะค่อยๆ เคลื่อนคล้อยหายลับเส้นขอบฟ้า เล่นเอาเคลิ้มจนละสายตาไม่ได้ รู้ตัวอีกทีรอบข้างก็เริ่มมืดจนแทบมองมือตัวเองไม่เห็น ความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติเช่นนี้ ทำให้เราลืมหายใจไปได้ทุกครั้ง

สองวันที่แล้ว ความโกลาหลวุ่นวายบนยอดพนมบาแค็ง จุดชมพระอาทิตย์ตกยอดฮิตแห่งหนึ่งในเสียมเรียบ ทำให้เราอดถามตัวเองตอนนั่งอยู่บนรถโมโตดุ๊บขากลับไม่ได้ว่า เออหนอ ผู้คนเรือนพันที่แห่กันไปดูพระอาทิตย์ตกในวันนั้น จะมีสักกี่คนกันนะที่อิ่มเอมไปกับบรรยากาศที่ทอดตัวอ้อยอิงอยู่เบื้องหน้า

แล้วก็หวนนึกถึงนักท่องเที่ยวฝรั่งคู่หนึ่งที่นั่งอยู่มุมปราสาท ดวงตาทั้งสองเหม่อมองออกไปยังภาพเบื้องหน้า มือเกาะกุมกันไว้ ราวกับกำลังดื่มด่ำความรู้สึกและความสุขของการได้เพียงเก็บภาพความทรงจำของลำแสงสุดท้ายแห่งปีอยู่เงียบๆ โดยไม่สนใจที่แม้แต่จะยกกล้องขึ้นรัวเก็บภาพ อย่างที่คนรอบๆ ตัวทำกันอย่างวุ่นวาย

เราตอบตัวเองอยู่ในใจ ว่า สเน่ห์อย่างหนึ่งของการได้เฝ้ารอคอยดูพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกในโอกาสต่างๆ นั้น คือการที่คนเราได้ หยุด แล้วก็ เฝ้ามอง ความเคลื่อนไหวของธรรมชาติ ภาพที่เห็นตรงหน้า สมองรับรู้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่พบกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากทว่าความงามสุนทรียะ และอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาพิเศษนั้น กลับน้อมนำให้จิตใจเต็มตื้นอย่างประหลาด เป็นความอบอุ่นเมื่อได้แบ่งปันกับคนเคียงข้าง และบางครั้งก็เงียบเหงาลึกล้ำเมื่อยามที่เฝ้าดูอยู่คนเดียว

เป็นช่วงเวลาแสนสั้นที่ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป แถมบางครั้งยังทิ้งตะกอนไว้ในใจต่อไปอีกตั้งหลายวัน…

เฮ้อ…แล้วคุณล่ะ คิดยังไง….

Advertisements
ป้ายกำกับ:

3 ความเห็น to “ห้วงเวลาน้อยนิดมหาศาล”

  1. ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์ตกที่หลังบ้านสวยที่สุดแล้ว

    ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์ตกลับยอดทะเลพุกามสวยที่สุดแล้ว

    ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์ที่ถูกสูบกลืนจากมวลหมอกหิมาลัยสวยที่สุดแล้ว

    ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์กำลังจมน้ำรอมร่อที่ทะเลสาบเฟวาสวยที่สุดแล้ว

    ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์ดับตอนสามทุ่มที่เมลเบิร์นสวยที่สุดแล้ว

    ครั้งหนึ่งพี่เคยว่า พระอาทิตย์เย็นวันที่แม่จากไปสวยที่สุดแล้ว
    ที่สุดแล้ว

    เราจะต้องเจอพระอาทิตย์สวยที่สุด สวยที่สุด ไปอีกเท่าไหร่กันนะ

  2. แต่พี่ชอบ “ตะวันแดง”

  3. เป็นคนที่ชอบดูตะวันขึ้น ตะวันตก เหมือนกัน ออกทริปไปไหนก็ตาม ถ้ามีโอกาสก็จะขอไล่ล่าชมตะวันแทบทุกครั้ง…มันก็ดวงตะวันดวงเดิมอ่ะนะ ทุกครั้งที่เห็น แต่ก็อิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้เฝ้าดู

    แวะมาเยี่ยมชมครับ…เจอบลอกนี้โดยบังเอิญ…หลังจากที่เมื่อวานไปหม่ำหมูกระทะกัน 😉

    หนุ่ม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: