Archive for ‘เมาท์สู่กันฟัง’

สิงหาคม 10, 2009

11 สิงหา 2009

IMG_0339
ไม่ได้เขียนบล็อกมานานมากแล้ว
ทำแต่งาน
ฮื้มมม..เหนื่อยจัง

กรกฎาคม 3, 2009

การลาจาก…

……………….

ไม่ทันตั้งตัวจริงๆ
ไม่ได้ทำใจมาก่อนเลย
ว่าวันนี้จะมาถึง

เคยนะ…
เคยมีคนเตือนแล้ว
ว่าช้าหรือเร็ว มันก็ต้องเกิดขึ้น
เมื่ออยู่กันไปมันก็ไม่มีประโยชน์
แล้วเราจะดันทุรังรั้งไว้ทำไม

เราเข้าใจ…
แต่เราก็ยังทำใจไม่ได้
ความผูกพัน…
มันไม่ได้สร้างกันง่ายๆ แค่ข้ามคืนมิใช่หรือ

โอเค เรายอมรับ
ว่าบางครั้ง เราเองนั่นแหละ
ที่ละเลย และหลงลืมไม่ใส่ใจดูแลเค้าตามที่ควร
ถึงเค้าจะมาที่หลัง
แต่เราก็ไม่เคยคิดว่าเค้าไม่สำคัญ

เราพยายามไม่ฟังเสียงคนรอบข้าง
ว่าเราไปกันไม่ได้หรอก..
เราแสร้งทำหน้าชื่น
ยิ้มรับกับคำพูดที่ว่า
ตัดใจเสียเนิ่นๆ ดีกว่า
ยิ่งทิ้งไว้ก็ยิ่งจ็บปวด

แต่แล้ว…
วันนี้ก็มาถึง
ทั้งที่เราพยายามยืดเวลาออกไป
ให้นานที่สุด
เท่าที่เราจะทำได้แล้ว

แต่น่าแปลก
พอถึงเวลาจริง
ใจเรากลับสงบอย่างประหลาด
ไม่สิ…
มันคือความว่างเปล่าต่างหาก

เราทำใจไม่คิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
บอกตัวเองว่า..ชั้นไม่ได้อยู่ตรงนี้
ใจชั้นมันไม่ได้อยู่ตรงนี้

คิดสิ…
พยายามคิดเรื่องอื่น
น้ำตามันจะไม่ได้ไหลออกมา

จริงอย่างที่เค้าว่าจริงๆ ด้วย
ว่าเวลาที่เราต้องกล่าวคำอำลา
ณ ช่วงขณะนั้นน่ะ
ไม่เจ็บปวดเท่าการที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเองหรอก

แรกๆ ก็ยังมีความรู้สึก
ราวกับมีอะไรทิ่มแทง
มันเจ็บ
มันปวดร้าว

แต่พอผ่านไปซักพักนึง
เมื่อรู้ว่ามันต้องเกิดขึ้นแน่แล้ว

มันก็ชา…
ชาด้าน…
ไร้ซึ่งความรู้สึก..
ไร้ซึ่งแรงต่อต้าน…

ความรู้สึกเจ็บปวดมันถูกกดทับไว้
ด้วยความหนักอึ้ง
ด้านชา…

แต่สมองเรายังรู้สึก
ประสาทอื่นยังคงรับรู้

ยังคงได้ยินเสียง..
พยานแห่งโศกนาฏกรรมอำลา
หวีดหวิวอยู่ข้างหู…

เธอยังคงดึงดัน
ดื้อรั้น
เรารู้
เราสัมผัสได้
ว่าจริงๆ แล้ว
เธอก็ไม่อยากจากเราไป

เธอยังคงดื้อดึง
ไม่เคลื่อนไหว
ราวกับจะบอกด้วยใจ
ว่าความสัมพันธ์เรามันหยั่งรากลึกเกินกว่าจะถอน

แต่จะมีประโยชน์อันใด
เมื่อเราตัดสินใจไปแล้ว
จะเปลี่ยนแปลงตอนนี้ก็คงไม่ไหว
เรารับไม่ไหวแล้วจริงๆ

และแล้ว…
เธอก็จากไป…

เหลือไว้แต่เพียงความว่างเปล่า
บอบช้ำ…

และเมื่อความชาด้านที่เกาะกุมเราไว้จางหายไป
นั่นแหละ
คือช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดอย่างแท้จริง

คงมีแต่เพียงเวลาเท่านั้นล่ะมั้ง
ที่จะรักษาเราได้

เราก็ได้แต่หวัง
ว่าวันที่เราจะหายเป็นปกติ
วันที่เราจะกลับมาพูดคุย
และยิ้มสู้ได้อีกครั้ง
จะมาถึง…

เราสัญญากับตัวเอง
ว่าเราต้องทำได้
แม้วันนั้นจะไม่มีเธอคอยอยู่เคียงข้างกันอีกแล้ว
บางทีนะ บางที
เราอาจได้พบกันใหม่
ในชีวิตหน้า

ลาก่อนนะ…
ฟันคุดที่รักของฉัน

……………………………………

เมษายน 27, 2009

test window live writer

coffee-

เป็นความพยายามของคุณแฟนที่จะใช้เราเป็นหนูทดลอง (อีกแล้ว) ในการดาวน์โหลดโปรแกรมเขียนบล็อกแบบ offline ด้วย window live writer ผลก็ออกมาด้วยประการฉะนี้

หลังจากติดตั้งโปรแกรมเสร็จสิ้น (โคตรนานเลย เกือบชั่วโมงได้ โหลดจนลืม) เจ้าตัวนี้ก็จะพาเรามาหน้าโพส เป็นกระดาษเปล่าๆ มี Tool bar มีแถบเครื่องมือด้านบน แลด้านข้างหน้าตาคล้ายๆ microsoft word เลย เพราะฉะนั้นกิจกรรมอะไรที่เราทำได้ใน word เราก็ทำในโพสได้ (เช่น ถ้าเราอยากจะย่อรูป ก็ลากเคอร์เซอร์ย่อเอาเลย หรือถ้าอยากให้รูปชิดซ้าย ชิดขวาก็ไปที่ picture layout แล้วก็เลือก in line with text แล้วใส่ margin เอา ไรเงี้ย..แหมม..ยังกะตอนพิมพ์งานเป๊ะ.. แถมถ้าเราเซ็ทให้มันลิงค์กับหน้าตาบล็อกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะสามารถพรีวิวโพสที่เราเขียน ตอนไปอยู่ในบล็อกจริงแล้วได้ด้วย

อ้อ..แถบด้านข้าง มีช่องให้ insert อะไรมากมาย..นอกเหนือไปจากที่ wordpress มีอยู่แล้วก็มี photo album , table, map, และ plug-in 117 รายการ!!

read more »

มีนาคม 28, 2009

มุ่งมั่นหรือหมกมุ่น ??

29 มีนาคม 2009

ตอนนี้ตีสามค่ะ..ดิชั้นยังนั่งเล่นเน็ทอย่างเมามันด้วยไวไฟฟรีแห่ง เกสเฮาส์ ณ เมืองเชียงใหม่…ชีวิตเป็นเช่นนี้มาได้หลายวันแล้ว ตื่นเช้ามา เข้าเน็ทเล่นทั้งวันจนแดดรอน ออกไปกินข้าวประทังท้อง วันไหนโชคดีก็ออกไปถ่ายรูปนิดหน่อย กินข้าวเย็นเสร็จ เดินย่อยรับลมอีกนิด กลับมาที่ห้องก็เล่นไม่ลืมหูลืมตา กว่าจะเข้านอนก็โน่นนน…พ่อไก่ขัน แม่ไก่ออกไข่เรียบร้อยแล้ว…

ปล่าวค่ะ…ที่พูดๆ มาเนี่ย..ไม่ได้จะมาประจานตัวเองว่าเป็นคนไม่มีงานทำ (ถึงมันจะเป็นความจริงก็เหอะ 555) แต่จะมาเมาท์ถึงเจ้าพวกบล็อกและเว็บไซท์ออนไลน์ประดามี ที่มีให้บริการกันฟรีๆ ในปัจจุบันนี้ .โดยเฉพาะเจ้าพวก social website นี่แหละตัวดี.. จะเป็น hi5 , facebook, multiply, tag, twitter, หรือ บล็อกออนไลน์ อย่าง wordpress, live space, exteen…and on and on and on…สารพัดเจ้าที่ทำให้เราเล่นจนติดกันงอมแงม 😛

คือมีมากมายให้เลือกหลายอย่างน่ะมันก็ดี…แต่อีปัญหามันดันอยู่ตรงที่ว่า..คนๆ นึง ดันมีซะหลายอย่าง…ไม่ต้องมองอื่นไกล..อิฮั้นนี่แหละฮ่ะ…มีหมดทุกอย่างที่กล่าวถึงมาข้างต้น

คือเราก็มีเพื่อนหลายกลุ่มใช่มั้ย..บางคนก็เล่น hi5 โดยเฉพาะถ้าเป็นเพื่อนคนไทย…แต่พอมาถึงเพื่อนต่างชาติ บรรดาฮีแอนด์ชี ก็ใช้ facebook วันดีคืนดีก็มีแมวมา alert ให้ตอบรับ Tagged…ส่วน livespace อันนี้มันก็มีมาแต่ดั้งเดิมเพราะใช้ hotmail …ทีนี้ พอจะเริ่มเขียนบล็อกก็พอดีพี่แมคมาแนะนำ wordpress … แถมในขณะเดียวกันก็เริ่มโพสรูปลง multiply อยู่เนืองๆ เพราะเนื่องที่โพสฟรีใน flickr เต็มแล้ว!!!

ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ..หลังๆ มานี้ บริการฟรีเว็บไซท์กลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว เรียกว่าใครๆ ก็มีไซท์เป็นของตัวเองล่ะ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่

pix-digital-madness

สนุกล่ะเออ..คราวนี้ไม่แยกไทยแยกเทศแล้ว..

แถมเพื่อนคนเดียวกันดันมีหลายๆ ไซท์เหมือนกันอีก…..

ไงล่ะทีนี้.. จะอัพเดทข่าวสารกันทั้งที

ก็ต้องไล่อัพไล่ดูกันมันทุกไซท์..

ทำไมนะ รูปงานหมั้นสหายมัธยมใน hi5 แต่เพื่อนรักมหาลัยต้อง facebook ใช่มั้ย น้องคนนี้มี livespace พี่คนโน้นใช้มัลติพลาย ..แกๆ ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่มาอัพรูปขึ้นเลย… ก็ใน multiply ไงล่ะ..เฮ่ย..อันนั้นชั้นไม่ใช่สมาชิก เมนท์ไม่ได้!!!!

ความที่หายไปนาน จะ facebook, hi5, multiply, wordpressก็ร้างจนหมาหอน..
ทีนี้กลับมาเลยฟิตใหญ่..
ตอนแรกก็สนุกอยู่หรอก เขียนบล็อกในนี้ อัพรูปในโน้น..ไปๆ มาๆ เอ๊ะ..เออ..ที่นี่ก็มีบล็อกเนาะ..
เอามาเขียนไว้ที่นี่ด้วยดีกว่า..
เออ..ถ้าใส่รูปในนี้ เพื่อนคนโน้นก็ไม่เห็น…
ต้องไปแปะไว้โน่นด้วย…ตายละวา คราวนี้เลยมั่วไปกันใหญ่เลย…

ปวดหัวค่ะปวดหัว…คือที่นอนๆ ดึกอยู่ทุกวันนี้เนี่ย ก็เพราะต้องมานั่งอัพบล็อกพวกนี่ล่ะ…แล้วอัพแต่ละที เสียเวลาไม่ใช่น้อย วันไหนคึกๆ อยากเปลี่ยนหน้าตาไซท์ขึ้นมา ก็มานั่งเปลี่ยนสกิน เปลี่ยนสี … เลือกแล้วเปลี่ยน เปลี่ยนแล้วเลือก…นั่งกันได้เป็นวันๆ ค่ะ ขอบอก!!! บ่นมาทั้งหมด มิใช่จะโทษใคร…ก็รู้อยู่เต็มอกว่าหลงเองติดเองทั้งนั้น

ปีที่แล้วเอาโน้ตบุ๊คเครื่องเก่าไปให้พ่อใช้ ดีใจที่เห็นพ่อเริ่มเล่นคอมพิวเตอร์ ใช้เมาส์คลิกโน่นคลิกนี่ เริ่มเรียนรู้เรื่องเปิดโปรแกรม ดูหนังฟังเพลงเอาเมื่อตอนอายุเลยห้าสิบ ในขณะที่เด็กสมัยนี้เปิดเครื่องเอง เล่นเกมออนไลน์เองได้ตั้งกะอายุห้าขวบ!!

หายไปตะลอนเที่ยวหลายเดือนอยู่ กลับมาบ้านอีกที คุณพ่อดิชั้นแอดวานซ์ถึงขั้นติดเน็ท เดี๋ยวนี้มีการขึ้นไปเล่นเน็ทในห้องลูกชาย (แบบว่า adsl มันเร็ว) โหลดเพลงมั่ง โหลดรูปมั่ง (น้องอิชั้นแอบเมาท์ว่า โหลดไวรัสติดมากระจาย ทำเอาเจ้าของเครื่องขวัญกระเจิง) 😀

ฝ่ายคุณแม่ดิชั้นเก๋กว่าค่ะ จำได้ว่าครั้งโน้นนนที่ไปกินข้าวที่บ้าน แม่ยังไม่เคยแตะต้องคอมพิวเตอร์ กลับมาคราวนี้ พ่อเป็นฝ่ายเมาท์ว่า เดี๋ยวนี้แม่ต้องเล่นโซลิแตร์ให้ชนะก่อน ไม่งั้นนอนไม่ได้ บางทีก็ทำเอาแม่อยู่ยาวจนดึกดื่นตีหนึ่งตีสอง เพราะเล่นไงก็ไม่ชนะซักที!!!

นะ…ก็ติดกันทั่วถ้วนหน้า..มากบ้างน้อยบ้าง..นี่กะว่าอีกหน่อยจะให้พ่อเล่นมัลติพลายละ จะได้มาเมนท์เราบ้าง…เอ รึจะเอา hi5 ดีล่ะ สาวๆ เยอะดี พ่อชอบ!!! ^^

ตีห้าแล้วว เหวอออ..ไปนอนละเด้ออออ!!!!

กันยายน 22, 2008

พร่ำเพ้อละเมอพก

ยังค่ะ ชีวิตยังคงไม่ไปไหน ขอวนเวียนเพ้อพร่ำถึง Twilight ต่ออีกสักหน่อย

ใครไม่หลงขอดิชั้นหลง วันนี้เลือก quote โดนๆ ที่ตัวเองชอบมากมายมาไว้ ให้ชาวประชาร่วมด้วยช่วยกันกรี๊ด

Quote คำพูดระหว่าง Edward กับ Bella ที่จะเรียกว่าเป็นคำพูดที่ถือเป็นหัวใจของเล่ม Twilight เลยก็ได้ แค่คำพูดไม่กี่คำแต่ี่บรรยายความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้อย่างเห็นภาพสุดๆ ก็เลยกลายเป็น Quote สุดประทับใจของใครหลายๆ คน เอาไปเลย 10 คะแนน

___________________________________________________________________________

Do you truly believe that you care more for me than I do for you?
-Edward-

ฟั้งงง…ฟังคำตัดพ้อของพี่เอ็ดเวิร์ด

___________________________________________________________________________

Yes, you are exactly my brand of heroin.

-Edward-

___________________________________________________________________________

Trust me just this once — you are the opposite of ordinary.

-Edward-

___________________________________________________________________________

Our relationship couldn’t continue to balance, as it did, on the point of a knife. We would fall off one edge or the other, depending entirely upon his decision, or his instincts. My decision was made, made before I’d ever consciously chosen, and I was committed to seeing it through. Because there was nothing more terrifying to me, more excruciating, than the thought of turning away from him. It was an impossibility.

-ฺำฺBella-

เมื่อรักคือความเจ็บปวด แต่การลาจากกลับเจ็บช้ำยิ่งกว่า

___________________________________________________________________________

Be safe.

-Edward-

ต้องอ่านถึงจะเข้าใจ สองคำสั้นๆ แต่พอออกจากปากพ่อหนุุ่มแวมไพร์ สาวน้อยสาวใหญ่ ก็หัวใจละลายกันไปเป็นแถว

___________________________________________________________________________

” Isabella.” He pronounced my full name carefully, then playfully ruffled my hair with his free hand. A shock ran through my body at his casual touch.

“Bella, I couldn’t live with myself if I ever hurt you. You don’t know how it’s tortured me.” He looked down, ashamed again.

“The thought of you, still, white, cold… to never see you blush scarlet again, to never see that flush of intuition in your eyes when you see through my prestenses…it would be unendurable.” He lifted his glorious, agonized eyes to mine.

“You are the most important thing to me now. The most important thing to me ever.”

-Edward-

ตายๆๆๆๆ พูดกันขนาดนี้ ใครไม่รักก็บ้าแล้วววววววว

___________________________________________________________________________

For almost ninety years I’ve walked among my kind, and yours… all the time thinking I was complete in myself, not realizing what I was seeking. And not finding anything, because you weren’t alive yet.

-Edward-

(ตาลอย) โรแมนติคกว่านี้มีมั้ย

___________________________________________________________________________

It’s been almost a century that Edward’s been alone. Now he’s found you. You can’t see the changes that we see, we who have been with him for so long. Do you think any of us want to look into his eyes for the next hundred years if he loses you?


-Alice-

ไม่รู้เป็นไร ชอบมากมายกับประโยคนี้จังเลย รู้สึกว่ามันบอกถึงความรักความผูกพันของเอ็ดเวิร์ดกับเบลลา แล้วก็ครอบครัวคัลเลนได้ดีจัง

___________________________________________________________________________

“It’s like you’ve taken half my self away with you.”

-Edward-

___________________________________________________________________________

“Sleep, my Bella. Dream happy dreams. You are the only one who has ever touched my heart. It will always be yours. Sleep, my only love.”

-Edward-

___________________________________________________________________________

“If there were any way for me to become human for you – no matter the price was, I would pay it.”

-Edward-

___________________________________________________________________________

-Bella- “I love you”
-Edward- “you are my life now”

___________________________________________________________________________

“Edward, there’s no point to forever without you. I wouldn’t want one day without you.”

-Bella-

นึกถึงท่อนโปรดในเรื่อง ดั่งดวงหฤทัย ของคุณทมยันตี – นิรันดรนี้นานนัก แต่รักนี้นานกว่านั้น

___________________________________________________________________________

“I’ll be back soon you won’t have time to miss me. Look after my heart – I’ve left it with you.”

-Edward-

กรี๊ดดดดดดดๆๆๆ กรี๊ดมากมายเป็นการส่วนตัว ท่อนนี้แหละที่ทำเอาเราลงไปกลิ้ง ใจละลายยยยยยย

___________________________________________________________________________

ปิดท้ายด้วย epilogue จาก Twilight

-Edward- Is that what you dream about? Being a monster?

-Bella- Mostly I dream about being with you forever.

-Edward- I will stay with you — isn’t that enough?

-Bella- I love you more than everything else in the world combined. Isn’t that enough?

-Edward- Yes, it is enough. Enough for forever.

___________________________________________________________________________

เอาล่ะๆ พอหอมปากหอมคอ จริงๆ ยังมีอีกเพียบ แต่ขอไปอ่านให้จบทั้งหมดอีกรอบนึงก่อนแล้วจะมาเขียนเปะใหม่ อิอิอิ

หลั่นลัลล้า

^^

กันยายน 21, 2008

The Twilight Saga

Do you believe in destiny?

กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

อยู่ดีๆ ก็เผลอตัวเป็นสาวก ตกหลุมรักหัวปักหัวปำ กับ The Twilight Saga นิยายแฟนตาซีของคุณแม่ลูกสาม Stephenie Meyor ไปแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว (รู้ตัวช้าไปหลายปีทีเดียว ชาวบ้านร้านตลาดเค้ากรี๊ดกันไปตั้งนานแล้ว)

——————————————————-

“About three things I was absolutely positive.

First, Edward was a vampire.

Second, there was part of him — and I didn’t know how potent that part might be — that thirsted for my blood.

And third, I was unconditionally and irrevocably in love with him.”

——————————————————-

เรื่องราวความรักของเบลลา กับ เอ็ดเวิร์ด แวมไพร์ิหนุ่มผู้หล่อเหลา

เมื่อเลือดของเธอคือสิ่งที่เย้ายวนที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา

เมื่อความสุขของเธอคือสิ่งที่เขาอยากปกป้องเหนือสิ่งใด

แต่จะทำอย่างไรเมื่อคนที่คุณรักมากที่สุดในโลก กลับเป็นคนที่อันตรายมากที่สุดสำหรับชีวิตคุณ

——————————————————–

ฟังพลอทเรื่องแล้วอาจจะดูธรรมดา แต่สเน่ห์ของเรื่องที่ทำให้ผู้อ่านแทบจะลงไปแดดิ้น ต้องยกให้กับสไตล์การเล่าเรื่องของผู้เขียน ที่ใส่อารมณ์ได้ซาบซึ้ง ทำให้เห็นถึงความรู้สึกของตัวละครที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ทั้งอบอุ่น ซาบซึ้ง หวานกุ๊กกิ๊ก น่ารัก บางครั้งก็บีบคั้นจนไม่รู้จะพีคยังไงแล้ว ไหนจะ conflict ของเรื่องมนุษย์กับแวมไพร์ที่ถึงจะรักกันปานจะกลืนยังไงก็ยังไม่วายมีอุปสรรค บวกกับพล็อทเรื่องเสริมที่ทำให้คนอ่านลุ้นแทบจะพลิกหน้าต่อไปไม่ทัน

เรื่องนี้จัดอยู่ใน genre YA (Young Adult) (ตัวเอกอายุแค่ 17 ยังเรียนไฮสคูลอยู่เลย)

ตอนเริ่มอ่านตอนแรกก็ยังนึกว่าไม่น่าจะอิน เพราะวัยห่างไกลกันเหลือเกิน

แต่ขอสารภาพค่ะ ว่าอ่านแล้ววางไม่ได้จริงๆ แถมอ่านอย่างเดียวไม่พอ ยังกลิ้งไปกลิ้งมา ครางฮือๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เหมือนคนบ้า (โชคดีที่เก็บอาการไว้ได้ตอนอยู่บนรถไฟฟ้า)

สนุกขนาดไหนก็คิดดูว่า Twilight เล่มแรกความหนาขนาด 500 กว่าหน้า ดิชั้นใช้เวลาอ่านเพียง 2 วันเท่านั้น เรียกว่าอ่านกันลืมตายไปข้างนึง ว่างไม่ได้ต้องอ่านๆๆๆ

ยัง ยังไม่พอ ด้วยความติดงอมแงมขนาดหนัก หลังจากอ่านเล่มแรกจบ วันรุ่งขึ้นก็ไปขนซื้อหนังสือที่อยู่ในชุดอีกสามเล่มรวด คือ New Moon, Eclipse, และเล่มสุดท้าย Breaking Dawn

พร้อมทำสถิติอ่านอีก 3 เล่มจบภายใน 4 วัน

(New Moon : 563 หน้า,

Eclipse : 629 หน้า,

Beaking Dawn: 754 หน้า –สังเกตว่าเล่มมันหนาขึ้นเรื่อยๆ ใช่มะ 555)

แถมตอนอ่านยังต้องคอยบังคับตัวเองไม่ให้เหลือบสายตามองหน้าถัดไปด้วยนะ เป็นเอามากจริงๆ ดิชั้น

แต่ตอนอ่านเนี่ยก็ไม่ได้แทนตัวเองว่าเป็นเบลลาหรอกนะ ติดจะหมั่นไส้แกมรำคาญยัยผู้หญิงอารมณ์ปรวนแปรคนนี้น่ะ แต่โอ้่พระเจ้าจอร์จ ไม่ไหวแล้วหลงรักเอ็ดเวิร์ดแบบถอนตัวไม่ขึ้น ถึงขั้นเพ้อจนคุณแฟนส่ายหน้าระอา -“-

ส่วนตัวแล้วชอบ Twilight กับ Beaking Dawn มากที่สุด แต่เล่มที่เหลือก็ให้อารมณ์บีบคั้นไม่น้อยทีเดียว ถึงแม้จะมีหลายคนบ่นพึมไม่ชอบตอนจบ ประมาณว่าไม่ได้ดังใจ แต่เราก็ชอบของเรายังเงี้ยแหละ ใครจะทำไม

—————————————————————————-

เรื่อง Twilight มีการทำเป็นหนังแล้วและกำหนดจะเข้าฉาย ปลายปีนี้ (เห็นบอกว่าเข้าเสียบฉายแทน กำหนดเวลาเดิมของ แฮรี่ พอทเตอร์ แต่ official website ของหนังก็ระบุไว้ว่า Twilight ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการตัดสินใจของวอเนอรส์นะจ๊ะ ค่ายเค้าออกใหญ่ขนาดนั้น ยังไงก็ตามการที่แฮรี่เลื่อนฉายออกไปก็ทำให้ผู้สร้าง Twilight ตัดสินใจออกฉายหนังเรื่องนี้ก่อนกำหนดถึง 3 อาทิตย์ (แฟนแฮรี่เซ็งเป็ด แต่แฟนทไวไลท์ชูจั๊กกะแร้ไชโย 555)

Twilight เวอร์ชั่นหนังกำกับโดย Catherine Hardwicke ผู้กำกับมือรางวัลจาก Thirteen และ Lords of Dogtwon (สารภาพด้วยความเจียมตัวว่าไม่เคยดูทั้งสองเรื่อง และจะไปหาดูในเร็ววันนี้)

ฝ่ายเอ็ดเวิร์ด แวมไพร์ผู้ต้องหล่อเหลาปานเทพบุตร หลังจากปล่อยให้แฟนๆ วาดภาพพระเอกนางเอกกันเอาเองมาหลายเวอร์ชั่น ผู้สร้างก็เลือกเอา Robert Pattinson ที่เล่นเป็น เซดดริก เกรกอรี่ ในแฮรี่ พอทเตอร์ ภาคสี่ มาเล่นเป็นแวมไพร์นันย์ตาเซ็กซี่ และเบลลา เล่นโดย Kristen Stewart นักแสดงสาวที่เคยเล่นเป็นลูกโจดี้ ฟอสเตอร์ ใน Panic Room และก็เห็นแว่บๆ ใน Jump

ส่วนตัว (อีกแล้ว)รู้สึกว่ายังไม่ค่อยตรงกับภาพเอ็ดเวิร์ดกับเบลลาที่มีในหัวเท่าไร คือเอ็ดเวิร์ดน่าจะหล่อมากๆๆๆๆ กว่านี้ นุ่มลึกกว่านี้ ซึ่งอันนี้เ็ป็นความผิดคนเขียนเต็มๆ อ่ะ เพราะบรรยายไว้ซะหล่อสุดๆๆๆๆๆๆๆ จนไม่น่าจะหาใครหรือมนุษยหน้า์ไหนมาเล่นเป็นพ่อแวมไพร์คนนี้ได้แล้ว ส่วนตัวเบลลาก็ควรจะสวยน้อยกว่านี้ คือต้องไม่สวยจัดมากแต่มีสเน่ห์น่าปกป้อง

แต่พอไปดูเทรลเลอร์หนังกับบรรดาวีดีโอต่างๆ ที่แฟนๆ มาโพสไว้ใน youtube ก็เริ่มเห็นความหล่อกระแทกตา คือคงจะเป็นอีกเวอร์ชั่นนึง เห็นว่าเจ๊สเตฟานี่เค้าเลือกของเค้ามาแล้ว ที่สำคัญคือดูไปดูมาตัวนักแสดงเองก็ดูมีเคมิสทรีเข้ากันมากๆ น่าจะทำให้อินได้ไม่ยากทีเดียวแหละ (ก็คงต้องมาลุ้นกันว่าทำออกมาเป็นหนังแล้วจะให้อารมณ์อ่อนไหว ซาบซึ้งตรึงใจเหมือนตอนเป็นตัวหนังสือรึเปล่า –ก็พูดไปงั้นแหละ จริงๆ ตอนนี้ตัวเองก็เคลิ้มไปแล้ว อยากดูๆๆๆ ตอนหนังเข้าคาดว่าตัวเองคงจะตุหรัดตุเหร่อยู่ซักที่ไหนที่หนึ่งในเดีย แต่ติดสินบนคุณแฟนไว้แระ ยังไงก็จะไปดูให้ได้ 555-เช็ดน้ำลาย-)

อันนี้เป็นตัวอย่าง เอ็ดเวิร์ด กับเบลลา เวอร์ชั่นต่างๆ ตามจินตนาของบรรดาแควนๆ

____________________________________________________________________________

สุดท้าย ความดีความชอบทั้งปวงต้องขอยกให้ พี่ขเจน เมื่อคราวแวะไปดูเอเชียบุคส์มาออกบูทลดราคาหนังสือด้วยกัน เกือบจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือมาแล้วเชียว โอยคุณพี่ขา คุณน้องขอกราบงามๆ สามที ฝากกราบไปถึงเพื่อนคุณพี่ด้วยค่ะ ที่แนะนำมาว่าหนังสือเรื่องนี้สนุกมาก ถ้าไม่ได้คำแนะนำพี่ล่ะก็ คงไม่ได้รู้จักหนังสือเล่มนี้ (เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การตัดสินใจแบบด่วนได้ อาจให้คุณอนันต์ 555)

_______________________________________________________________________________

ขอเสริมอีกนิดว่า Twilight เล่มแรกน่ะออกมาตั้งกะปี 2005 แล้ว และก็โด่งดังมากมายไปทั่วโลก ตอนนี้มีเว็บไซ์แฟนคลับเรื่องนี้อยู่หลายร้อยไซท์ แปลเป็นภาษาต่างๆ มากมายรวมทั้งไทย ไม่นับสารพัดวีดีโอที่โพสอยู่ใน youtube

นิยายเรื่องนี้กลายเป็น #1 Best Seller ของ New York Times ขายดิบขายดีถล่มทลาย จนหลายคนเอาไปเปรียบเทียบกับ Harry Potter บ้างล่ะ หรือสตฟานี่จะกลายเป็น เจเค โรลลิ่งคนต่อไปบ้างล่ะ จะด้วยความเป็นเรื่องราวประเภทแฟนตาซี และจินตนาการ หรือนักเขียนเจ้าของเรื่องที่เป็นแม่บ้านแต่มาดังเป็นพลุแตกจากผลงานชิ้นแรก (เป็นแฟนทั้งสองเรื่อง แต่เราว่ามันเอามาเทียบกัน บ่ได้ดอกนะนายจ๋า)

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปขุดคุ้ยหากันให้สะใจที่เว็บไซท์

Twilight Series มีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือแต่ละเล่ม มี FAQ แถมยังมีบท takeouts ที่ถูกตัดออกจากรื่องไว้อ่านแก้เหงาด้วย ส่วน official website ของ twilight ภาคหนังก็นี่เลย

Twilight Movie

ส่วนใครที่อยากอ่านฉบับภาษาไทย ก็มีแปลกันไปแล้ว 2 เล่ม ใช้ชื่อว่า แรกรัตติกาล (Twilight) กับ นวจันทรา (New Moon) ของ สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียว แว่วมาว่าคนแปลเล่มแรกแปลดีมาก เล่นเอานักอ่านชาวไทยติดงอมแงมกันทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วนเล่มสองกระแสไม่ค่อยดีเท่าไร เห็นว่าใช้ผู้แปลคนละคนกัน

แต่ใครรอไม่ไหวก็ไปหาอ่านฉบับอังกฤษได้นะคะ มีครบสี่เล่มแล้ว จะได้ไม่ต้องรอข้ามปีน้าา

ไปล่ะ ว่าแล้วก็ขอไปเริ่มอ่านใหม่ อีกซักจบดีกว่า..อิอิ

สิงหาคม 1, 2008

เรื่องติ๋ว

31 สิงหาคม 2008

ดอยตุงมาเปิดลานขายของลดแลกแจกแถม เฉือน ตัด หั่น ลดราคากระหน่ำ อยู่ข้างล่างออฟฟิศ เบาะเอย หมอนเอย พรมเอย สารพัดผลงานสวยๆ งามๆ มาวางยั่วตายั่วใจกันเกือบอาทิตย์ ความที่ชอบดอยตุงเป็นทุนเดิม (ชอบเข้าไปดู แต่ไม่เคยจะมีตังค์ซื้อด้วยความที่มันแพงเกินงบที่มีในกระเป๋ามากๆๆๆๆ) คราวนี้พอเค้ามาลดราคาก็อดตื่นเต้ลไม่ได

ไปเดินลูบๆ คลำๆ พรมทอมือแสนงามสีม่วงแดงอยู่หลายครา วันที่ 1 ..ตัดใจ วันที่ 2 เดินกลับไป..ไม่เอา วันที่ 3 ขออีกที..เอาดี ไม่เอาดี

ใจนึงก็บอกว่า นี่ลดราคามาเยอะแล้วนา

อีกใจก็แย้งเสียงสั่น แต่มันก็ยังเกือบตั้ง 3 พัน

ฝ่ายอยากได้ บอก ซื้อเก็บไว้ไม่เห็นเสียหลาย ถ้าคราวนี้ไม่เอา คราวหน้าไม่ได้ราคานี้แล้วนะ

อีกฝ่าย แย้งโดยหลักการ แต่เอาไปตอนนี้ ก็ใช่ว่าจะได้อยู่เชยชม จะไปเที่ยวตั้งหลายเดือน กลับมาจะมีห้องอยู่รึเปล่ายังไม่รู้เลย

การต่อสู้ทางจิตใจชิงไหวชิงพริบกันสุดฤทธิ์ ใครเดินผ่านไปชั้น 1 เซ็นทรัลวันนั้น จะเห็นผู้หญิงหัวกระเซิงคนนึง ผุดลุกผุดนั่ง บ่นพึมพำไปมาอยู่คนเดียว …

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังส่งสายตาอาวรณ์ไปยังพรมแสนสวยเป็นครั้งสุดท้าย เราก็เดินจากมา

ก้าวผ่านพ้นประตูห้าง… เท้าค่อยๆ ก้าวไป จุดหมายยังรถไฟฟ้าสยาม ในใจก็เฝ้าคำนวณ

คิดดูสิ..3,000 บาทนี่ อยู่อินเดียเพิ่มขึ้นได้เป็นเดือน แหม..คิดยังงี้แล้วรู้สึกเหมือนความเสียดายที่เคยเป็นพันธนาการในใจค่อยๆ หลุดหายไปทีละบ่วง

อารมณ์ดีใจที่หาเหตุผลมาทดแทนความเสียดายที่ไม่ได้ซื้อของได้ยังไม่ทันจางไป เราเดินผ่านหน้าวัดปทุม ในเงารางๆ ของกำแพงวัดสีขาว ไฟจากถนน ส่องให้เราเห็นเด็กชายตัวเล็ก หน้าตามอมแมม ในมือถือขันพลาสติกใบน้อยนั่งอยู่ข้างกำแพง เท้าเปลือยเปล่าของหนูน้อยมอมแมม แววตาของหนูว่างเปล่า มองผ่านมาที่เราราวกับไร้ซึ่งความรู้สึกใดแล้วในโลกนี้

ความละอายใจวูบขึ้นมาในอกอย่างไม่มีสาเหตุ เรานี่ก็ช่างกระไรเลย ดูสิ ในขณะที่เรากำลังคิดว่าจะใช้เงิน 3 พันที่ไม่ได้เสียไปกับค่าช็อปปิ้งยังไง น้องหนูคนนี้ยังไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน …นี่ถ้าเราเดินผ่านเค้าพร้อมหิ้วเอาพรมนั่นมาด้วย ความละอายใจคงจะเพิ่มมากขึ้นเป็นพันเท่า…

จะเป็นจิตใต้สำนึก หรืออะไรก็ไม่รู้ แต่เราสาวเท้าเดินเร็วขึ้น จิตใจปลงตกและรู้สึกเบาขึ้นอย่างประหลาด…คิดถึงหน้าน้องแล้วคงไม่เสียเงินไปกับการช็อปของที่ “ไม่จำเป็น” ไปอีกหลายเดือน

ส่วนใครที่กำลังสงสัยว่าสุดท้ายเราให้เงินน้องเค้าไปรึเปล่า เพราะไหนๆ ก็เกือบจะใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระก่อนหน้านั้นอยู่แล้วนี่..

..เปล่าค่ะ..ถึงจะสงสารมากแค่ไหน..แต่ก็เหมือนกับที่เราสงสารช้างที่ต้องมาเดินอยู่ตามท้องถนน…
ยิ่งให้เงินน้องเค้า..ก็จะทำให้มีเด็กที่ต้องมานั่งอยู่แบบนี้มากขึ้น…เราขอเก็บเงินส่วนนี้ ไปใช้ประโยชน์กับคนที่ต้องการมันมากกว่าจะดีรึเปล่า


เขียนบล็อกนี้ไว้เตือนใจตัวเองให้นึกถึงน้องเค้า ทุกครั้งที่เรากำลังจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือย…

วันนี้กลับบ้านแล้วดีใจที่ไม่เห็นน้องเค้าอยู่ตรงนั้นอีก .. หวังว่าความรู้สึกที่เรามีวันนั้นคงจะไม่เลือนลางหายไปง่ายดาย พร้อมกับการจากไปของน้องเค้าหรอกนะ…

กรกฎาคม 18, 2008

Grow…

อิอิ วันนี้มาแนวแปลก…ไม่เที่ยว ไม่กิน แต่มีเกมมาฝาก!!

เป็น flash game ที่แสนจะน่ารักน่าชัง อยู่ใน blog ที่ทำขึ้นโดยหนุ่มชาวญี่ปุ่น

คอนเซ็ปท์ไม่มีอะไรยุ่งยาก ผู้เล่นจะต้อง “เลือก” item ที่กำหนดมาในเกม ตามลำดับ จนกว่าจะจบเกม ฟังดูเหมือนจะแสนธรรมดา แต่ความน่ารักมันอยู่ที่ว่า ลำดับการ “เลือก” ของเราในแต่ละครั้ง จะนำไปสู่จุดจบที่แตกต่างกัน (555) โดยในแต่ละครั้งที่เราเลือก item นั้นๆ จะค่อยๆ มีพัฒนาการในตัวเอง เรียกว่า level up ถ้าเราเลือกถูกตามลำดับ item ต่างๆ ก็จะ interact ซึ่งกันและกัน (ในทางที่ถูกที่ควร อิอิ) เกมจะสำเร็จเสร็จสมบูรณ์ก่อต่อเมื่อเราพัฒนาให้ item ทั้งหมดขึ้นสูงถึง level max จากนั้นผลจะเป็นยังไงก็จะได้เห็นกันในตอนนี้แหละ อารมณ์เหมือนมีดินน้ำมันก้อนนึง ปั้นไปปั้นมา สุดท้ายจะกลายเป็นอะไรหว่า

อย่างเช่นใน Grow Version 1 เริ่มต้นด้วยไข่เพียงหนึ่งใบ เมื่อมี 2 ตัวเลือกระหว่าง รังนก กับ พลั่ว แล้วเราจะเลือกอะไร ?

Grow 1

Grow 1

หรืออย่างใน Grow Version 2 มี item ให้เลือกทั้งหมด 6 ตัว เราจะเรียงลำดับยังไง เพื่อให้เกมจบสมบูรณ์ ขอแอบกระซิบว่า ตอนจบตื่นตา ตื่นใจ คิกขุอาโนเนะ คุ้มค่าการลองผิดลองถูกมาก

read more »

ป้ายกำกับ: , , ,
มิถุนายน 24, 2008

ผลัดวันประกันพรุ่ง

 

 เพราะพรุ่งนี้คือวันที่ยังมาไม่ถึง

 

อิดออด       อ้อยสร้อย

แช่มช้อย     เชือนแช

วารเปลี่ยน    เวียนแปร

ลับลา          ร้างเลือน

 

มุ่งมั่น          หมายมาด

ผันผ่าน       พ้นเดือน

กลายกลับ    กลบเกลื่อน

เศร้าสรวล    ซวนเซ

 

โอ้เอ๋ย         เวลา

นี่หนา         ตัวดี

มิพัก           รอรี

จู้จี้             เหลือใจ

 

เร็วรีบ          เร่งรัด

ยืนหยัด       ยิ่งใหญ่

กิจการ        งานใด

ทำถ้วน        ทั่วถี่

 

ที่เคย          ทิ้งขว้าง

เหินห่าง       หนีหนี้

จากนี้          ไม่มี

จดจำ          จารใจ

 

ขอเพียง      เคียงข้าง

ฝังฝาก        ฝิ่นให้

ได้ดั่ง          ฝันใฝ่

เที่ยวท่อง    ล่องปฐพี

 

กรานกราบ   การุณย์

เพื่อนพี่       มีคุณ

เกื้อกูล        หนุนเนื่อง

นั่งนึก          เสร็จสรรพ   

นานนับ        ครบเครื่อง

จำต้อง        จบเรื่อง

ไว้เท่า         นี้แล

 

———————————————–

 

แหะ แหะ ห่างหายวงการบล็อกไปซะนาน คิดถึงๆ แค่จะบอกว่างานยุ่งเจงๆ แต่ต่อไปนี้จะพยายามวนเวียนกลับมาแล้วล่ะ เมื่อวานงานยุ่งจัดเลยประชดด้วยการแต่งกลอนอ้อนวอนเจ้าหนี้ซะเลย อิอิ 🙂

มกราคม 4, 2008

ห้วงเวลาน้อยนิดมหาศาล

มหกรรมไล่ล่าชมตะวัน

ขออนุญาตใช้หัวเรื่องเดียวกับข้อเขียนของคุณ อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง ในคอลัมน์ คน คือการเดินทาง ใน กรุงเทพธุรกิจ เสาร์สวัสดี ฉบับวันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม 2550 สืบเนื่องมาจากแรงบันดาลใจในบล็อกวันนี้

ค่าที่ว่าแต่ละสถานที่ที่คุณอิทธิฤทธิ์ ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น โดนใจเข้าอย่างจัง อ่านแล้วก็ให้นึกย้อนถึงประสบการณ์ของตัวเองและใครหลายๆ คนที่เพียรพยายามตื่นตั้งกะไก่ยังไม่ขัน หรือบางคราก็ตะเกียกตะกายปีนป่ายไปให้ถึงจุดที่สูงที่สุด ที่เค้าว่าดีว่าสวยที่สุด เพียงเพื่อที่จะได้เฝ้ายล “รังสีแรก และ ลำแสงสุดท้ายแห่งวัน” ที่อาจจะกินเวลาเพียงเสี้ยวน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาและระยะทางที่ดั้นด้นไป
ขออนุญาตคุณอิทธิฤทธิ์ เพื่อยก quote คำพูดในคอลัมน์ดังกล่าวมาประกอบให้เห็นภาพ เพราะอย่างที่บอก … อ่านแต่ละที่แล้วมันช่างโดนเสียจริงๆ

“บนยอดเขาพูสีเป็นที่ตั้งของพระธาตุพูสีอันศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่นับถือสักการะของชาวหลวงพระบางและชาวลาว ทุกบ่ายเย็นประกายสีทองจากองค์พระธาตุสะท้อนแสงตะวันเจิดจรัสและมองเห็นได้แม้เดินอยู่บนถนนกลางเมือง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ป่ายปีนขั้นบันไดหลายร้อยขั้นขึ้นไปบนยอดพูสีเพียงเพื่อจะหาที่นั่งเหมาะๆ รอบองค์พระธาตุหรือเบียดแทรกตัวเองกลางหมู่มวลนักท่องเที่ยว ให้ได้ยลแสงสุดท้ายของวันที่สาดส่องลงบนแม่น้ำโขงและตัวเมืองเบื้องล่าง”

“ บนเจดีย์ชเวซานดอ เจดีย์สีขาวรูปทรงพีระมิดหนึ่งในเจดีย์หลายพันองค์แห่งพุกาม อดีตอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ยุคเริ่มแรกของชนชาติพม่าซึ่งมีอายุมาตั้งแต่ครั้งพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา บัดนี้ได้กลับกลายมาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน หือ sunset ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งกลางทุ่งเจดีย์ ใครก็ตามที่มีโอกาสไปยืนแทรกตัวหรือนั่งรอคอยการเคลื่อนคล้อยของตะวันยามเย็นบนเจดีย์แห่งนี้ ย่อมรู้สึกได้ถึงความวุ่นวายโกลาหล ราวกับกำลังมีมหกรรมอะไรสักอย่างที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมแปลกๆ อย่างคาดไม่ถึง ในการลุกลี้ลุกลนเก็บภาพพระอาทิตย์ตกและตะลึงกับจำนวนผู้มาเยือนที่เกินความคาดหมายที่เจดีย์เก่าแก่แห่งหนึ่งจะได้รับความสนใจถึงเพียงนี้”

“ที่พนมบาแคง ภูเขาขนาดย่อมๆ ซึ่งอยู่ห่างจากนครวัดไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพียงกิโลเมตรเศษๆ บนยอดเขาเป้นที่ตั้งของปราสาทบาแค็งอันเก่าแก่และปรักหักพัง แม้ปราสาทซึ่งสะท้อนศิลปะแบบบาแค็งอันเป็นยุคก่อนการสร้างนครวัดหรือเมืองพระนครของอาณาจักรขอมเป็นร้อยปีก็ตาม แต่รอยย่ำและแววตาของผู้คนจำนวนนับพันที่ขึ้นไปเยือนพนมบาแค็งในช่วงเย็น กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้ แต่ละคนล้วนมุ่งมั่นที่จะเดินลัดเลาะแนวป่าขึ้นไปให้เร็วที่สุดก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า แล้วก้าวย่างเหยียบย่ำไปบนรอยหินสลักโบราณที่ระเกะระกะราวกับเป็นสิ่งไร้ค่าและเป็นแค่อุปกรณ์เสริมความสูงให้กับมุมมองของการชม sunset ให้ตัวเองเท่านั้น”

“หลายครั้งหลายหนเข้าที่ได้เห็นอากัปกิริยาของเพื่อนร่วมกิจกรรม ที่เอาจริงเอาจังกับการไปชมตะวันกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ขายได้ของหลายๆ แหล่งท่องเที่ยวแล้ว ก็อดถามตัวเองหรือมองหน้ากันเองในกลุ่มแล้วถามว่า ทำไมคนเราต้องให้ความสนใจและจริงจังกับการติดตามชมภาพพระอาทิตย์ตกดินกันถึงเพียงนี้ ไม่ว่าสถานที่แห่งนั้นจะสูงหรือป่ายปีนกันไปยากเพียงใด ผู้คนก็ไม่วายหลั่งไหลตัวเองขึ้นไปชมกันให้ได้”

แหม..อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเอง ก็ไม่ใช่เราล่ะหรือที่อยู่ในจำพวกดอกทานตะวัน หลงรักดวงอาทิตย์ จะตกที่ไหนก็ขอให้ได้หยุดมอง ไปเที่ยวแต่ละครั้ง การเดินทางเพื่อหาจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือพระอาทิตย์ตกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ที่ขาดเสียไม่ได้

read more »

ป้ายกำกับ:
%d bloggers like this: